Sunday, January 6, 2013

Hurts เปิดตัวซิงเกิ้ลใหม่ Miracle


กลับมาอีกครั้งของธีโอและอดัม แห่งวง Hurts สองหนุ่นซินธ์ป็อปดูโอสุดคลาสซี่จากเกาะอังกฤษ หลังจากที่เคยเปิดตัวด้วยอัลบั้ม Happiness แล้วได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมเมื่อปี 2010 จนใครต่อใครก็แห่ไปฟังซินธ์ป็อปกันยกใหญ่ กับเพลงอย่าง Wonderful Life และ Better Than Love ที่ฟังกี่ทีก็ดูดีมีรสนิยมเป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงศ์ตระกูล โดยงานล่าสุดของพวกเขาที่จะวางแผงวันที่ 13 มีนาคมนี้จะมีเชื่อง่ายๆว่า Exile โดยเมื่อเดือนที่แล้วทั้งสองหนุ่มแอบส่ง The Road เพลงใหม่มาเป็นน้ำจิ้มชิมลางกันก่อนแล้ว กับซาวน์ที่แข็งแรงหนักแน่นขึ้นจนต้องเหวอ สำหรับวันนี้ Hurts ส่งเพลงใหม่ที่ประกาศเป็นซิงเกิ้ลแรกประจำอัลบั้ม Exile นี้ที่มีชื่อว่า Miracle เป็นยังไง ไปฟังกันดู ...



เป็นยังไง? อ่านชื่อใหม่จ้ะ อ่านชื่อใหม่ ไม่ใช่ Coldplay จ้ะ นี่ไม่เหมือนเพลง Princess of China เลย

แต่ก็เอาเถอะ กาลเวลาเปลี่ยนศิลปินก็ต้องเดินต่อไปทดลองอะไรที่อยากทำกันบ้าง แม้มันจะหมายความว่า Hurts จะโยนกลิ่นอายแบบ New Wave ทิ้งขยะไป ไม่เอาละ Depeche Mode เปลี่ยนมาหนักข้อกับกีตาร์และกลอง ทั้งที่ๆ นั่นคือสิ่งที่ตีหัวเข้าบ้านแฟนเพลงทั้งหลายได้สำเร็จก็เถอะ ...

Friday, January 4, 2013

Fruity Review #5: Alicia Keys Girl On Fire


Alicia Keys
Girl On Fire
8/10

เมื่อใดที่พูดถึงงานของอลิเชีย คียส์ เมื่อนั้นภาพผู้หญิงผิวผสมวัยยี่สิบต้นๆ กำลังเล่นเพลง If I Ain't Got You กับเปียโนตัวสวยบนดาดฟ้าตึกในย่านฮาร์เล็มในนิวยอร์กที่ฝังอยู่ในมโนคงออกมาลอยกันให้ขวักไขว่ เพราะนั่นคงเป็นภาพจำภาพแรกที่ใครๆ ก็นึกถึงเมื่อพูดถึง อลิเชีย คีส์... นักร้องหญิงหน้าตาสวย เพลงช้า เปียโน โซลฟูล ความหมายดีน้ำตาตก... เพราะหลังจาก 11 ปีหลังจากอัลบั้มแจ้งเกิด Songs in the Minor เมื่อปี 2001 ที่ฟาดรางวัลแกรมมี่ไปห้ารางวัล ต่อด้วย The Diary of Alicia Keys ในปีต่อมา ที่เซ็ทมาตรฐานไว้ซะสูงลิ่ว แต่ดูเหมือนการพยายามลบภาพจำของใครต่อใครคงไม่ใช่เป้าหมายหลักของผู้หญิงคนนี้ซักเท่าไหร่เพราะดูเหมือนยิ่งก้าวเดินต่อไปเท่าไหร่ก็ยิ่งค้นพบตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจาก The Element of Freedom เมื่อปี 2009 เธอหายหน้าไปหยิบจับอย่างอื่นมากมายตั้งแต่เป็นผู้กำกับละครเวที เป็นโปรดิวเซอร์เบื้องหลัง แต่งเพลงให้คนอื่น ร่วมไปถึงไปออกรองเท้าให้ Reebok ก็เอา แต่ประสบการณ์อะไรคงไม่สู้การมาถึงของน้องหนู Egypt วัยหนึ่งขวบ ที่เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในการแต่งเพลงให้กับ Girl on Fire อัลบั้มล่าสุดชิ้นนี้ได้เป็นกอง

สำหรับ Girl On Fire อัลบั้มเต็มชิ้นที่ 5 เธอดูเป็นผู้หญิงคิดบวก อารมณ์ดี๊ดี ตั้งแต่เพลงแรกยันเพลงสุดท้ายคล้ายกับอาการอินเลิฟในอัลบั้ม 4 ของบียอนเซ่ที่ปริ่มไปด้วยเพลงรักหวานชื่นรื่นรมณ์ตลบอบอวลไปหมด ต่างกันที่มันคืออารมณ์มองโลกในแง่ดีราวกับแม่ชีเทเรซ่า ตั้งแต่เปียโนในอินโทร De Novo Adagio ที่ใส่มาเป็นธรรมเนียมไว้ทุกอัลบั้มเพื่อไม่ให้ลืมว่าหล่อนถูกเทรนมาแบบนักดนตรีคลาสสิกนะจ๊ะ, Brand New Me คำประกาศอิสรภาพของสตรีผู้ลุกขึ้นยืนด้วยลำแข้งของตัวเองเป็นครั้งแรก ตรงไปตรงมาและไพเราะทั้งเนื้อหาและทำนอง, When It's All Over ฝึมือโปรดิวซ์ของ Jamie xx แห่งวง The xx ผสานเพอร์คัสชั่นแจ๊ซชนกับซินธิไซเซอร์ลอยลมมาแต่ไกล กับเนื้อเพลงปลงชีวิตแบบ "When they lay me down, Put my soul to rest, When they ask me how I spent my life, At least I gotta love ya" ที่พอมาถึงเสียงหัดพูดของน้องอียิปต์ในตอนท้ายถึงได้ร้องอ๋อว่าเธอหมายถึงใคร เป็นหนึ่งเพลงที่ทำแต้มนำโด่งให้กับอัลบั้มนี้, New Day บีทฮิปฮอปหนักแน่นขึ้นอีกนิดกับเพลงเดียวที่คุณสามี Swizz Beatz แอบเหน็บไว้ให้ เก็บไว้เป็นเพลงฟีลกู๊ดเอาไว้ฟังตอนรถติดได้อย่างดี,  Girl on Fire ไตเติ้ลแทร็คกับอีกหนึ่งการปรากฎตัวที่ไม่จำเป็นของ Nicki Minaj, Tears Always Win ร่วมโปรดิวซ์และร่วมแต่งโดย Bruno Mars ตัดช่องน้อยแต่พอด้วยเปียโนกับจังหวะกลางๆ คอรัสฟังง่ายๆ ที่ไม่ค่อยมีอะไรเด่นเท่าไหร่นอกจากว่ามันโปรดิืวซ์โดยหนุ่มมารส์เนี่ยแหละ (หล่อนเข้าใจเลือกเพื่อนร่วมงานนะเนี่ย แต่ละคน Emeli Sandé งี้ Bruno Mars งี้ โอ้ไหนจะ Frank Ocean!), Not Even King ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่กับคอนเซปเงินทองของนอกกายแบบ If I Ain't Got You อยู่ แต่คราวนี้ขอเดี่ยวๆ กับกีตาร์และนักร้องเท่านั้น และสุดท้ายเพลงนางเอกที่เจ้าของบล็อกขอดันสุดฤทธิ์คือ Fire We Make ที่กลับไปจับอาร์แอนด์บี slow jam แบบ R.Kelly ในยุค 90s เนื้อร้องเนิบๆถูกแบ่งที่ให้กับเสียง falsetto ของหนุ่ม Maxwell ดวลกันครึ่งต่อครึ่ง เป็นอาร์แอนด์บีร้อนแรง หลับตาเห็นภาพอ่างอาบน้ำหรูบนเพนธ์เฮ้าส์ ใต้แสงเทียนสลัว กับคนรัก ที่แอบจำมาจากหนังฮอลลีวู้ด ระดับอุณหภูมิสูงใกล้เคียงกับ Dragon's Day จากอัลบั้มเก่า

คียส์ให้คำจำกัดความว่ามันคืออัลบั้มที่ได้เป็นตัวของตัวเองที่สุด ดูจะเป็นคำจำกัดความเกร่อๆ ของศิลปินค่ายอาร์เอสไปหน่อย แต่เมื่อได้ฟังแล้วคิดว่าคงไม่ใช่ความหลอกเท่าไหร่ เพราะตลอดต้นจนจบเราสัมผัสได้ถึงความพยายามใส่ความเป็นส่วนตัวลงไปอย่างเต็มที่ ทั้งความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ อารมณ์ การเล่าเรื่องที่ฟังดูสมจริง ไปจนถึงการคว้าลูกชายมานั่งอ้อแอ้ๆ ให้ฟัง เราคงเคยเห็นศิลปินมากมายที่โตมาด้วยกัน จนเราสามารถสังเกตเห็นได้ถึงความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นจากงานเพลง เจ้าของบล็อกคิดว่างานของคีส์เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดคนหนึ่ง จากการที่เธอพยายามขมักเขม้นบอกเล่าเรื่องราวอย่าง Passionate -- แต่ถ้าจะให้คำจำกัดความด้วยตัวเอง คงต้องบอกว่านี่เป็นงานที่อารมณ์ดีที่สุดชิ้นหนึ่ง  มองโลกผ่านมุมมองของคนที่ผ่านโลกมามากขึ้น

มันคงเป็นพลังแบบเดียวกับอัลบั้ม Ray of Light ของมาดอนน่า ที่เฉลิมฉลองการให้กำเนิดของลูกสาวคนแรกที่พลิกให้เจ๊แกดูเป็นผู้ใหญ๋ขึ้นหน้ามือเป็นหลังมือ แต่แตกต่างกันตรงที่มันปริ่มไปด้วยข้อความให้กำลังใจ สู้ต่อไปนะเด็กๆ อยู่เต็มไปหมด  หลายคนที่ได้ฟังของพวกนี้จนชินแล้วก็คงผ่านๆไป แต่บางคนที่กำลังต้องการมันเพื่อสู้ต่อไป งานชิ้นนี้คงเป็นเพื่อนสาวหน้าสวยที่ช่วยให้คุณอารมณ์ดีขึ้นนิดนึงแหละ


Love this? Try these: John Legend, Emili Sande, Mary J. Blige

Wednesday, January 2, 2013

เหตุผลที่เรารักกระทรวง


วันนี้วันดีปีใหม่ แม้จะเริ่มต้นมาได้สองวันแล้ว หลังจากหยุดยาวจนลืมชีวิตกันมาซักพัก ไปปาร์ตี้หัวราน้ำกันพอหอมปากหอมคอ หลายคนก็กลับมาทำงาน กลับมาเรียนกันตามปกติ สำหรับปีใหม่นี้ เราเสนอหน้ากลับมาบล็อกอีกครั้ง หลังจากไม่บล็อกมานานหลายเดือน พลาดอัลบั้มดีๆ ไปมากมายที่แซ่บจัดจนอยากจะมาดิ้นเร่าๆ บอกต่อให้ทุกคนฟังในนี้ให้ได้ แต่ก็ด้วยมรสุมชีวิตและโรคเลื่อนที่รุมเร้าอยู่นานทำให้ไม่สามารถมานั่งพร่ำให้ฟัง

ว่าแต่ปี 2012 ที่ผ่านมาคุณฟังอะไรกันบ้าง? ห้ามบอกว่า Gangnam Style เพราะจะโกรธมาก (แม้ว่าเจ้าของบล็อกจะมีช่วงฮึดซ้อมท่าเต้นอยู่พักหนึ่งก็ตาม) เชื่อว่าปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้นมากมายในโลกดนตรี ตั้งแต่งานซูเปอร์โบว์ของหม่อมแม่มาดอนน่า ไปจนถึงพิธีเปิดและปิดสุดแสนประทับใจของโอลิมปิก 2012 แต่จากการสรุปยอดประมวลภาพรายปีที่ผ่านมา พบว่าปีที่แล้วคือปีแห่งเพลงเต้น เต้นแร้งกันเต้นกากันทั้งเมือง ถ้าจะพูดถึงเพลงแดนซ์ก็ต้องยกให้การกลับมาของเพลงแนว House, Trance และ Drum & Bass ที่ฮิตกันเหลือเกินในวงการเพลงป็อปปีที่แล้ว รวมไปถึงแนวดนตรีสุดเนิร์ดอย่าง Dubstep ก็มักใช้เป็นเครื่องปรุงสูตรสำเร็จเหยาะนิดเหยาะหน่อยก็ทำให้เพลงป็อปบ้านๆ ธรรมดานั้นฟังดูทันสมัยขึ้นมาทันตาเห็น ... 

อุตส่าห์จั่วหัวมาตั้งยาวว่าเพลงเต้นอย่างนั้นเพลงเต้นอย่างนี้ ว่าแต่ กระทรวงอะไร? การตอบคำถามนี้อาจเป็นการเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนอย่างร้ายกาจสำหรับคนที่ฟังเพลงแดนซ์อยู่แล้ว คงเหมือนกับการอธิบายชาวฮอกวอตส์ว่ากระทรวงเวทมนตร์คืออะไร แต่ก็นั่นแหละ เพื่อให้กระจ่าง กระทรวงที่ว่านี่ก็คือ Ministry of Sound อันมีชื่อเล่นที่เจ้าของบล็อกใช้เรียกส่วนตัวว่า "กระทรวงเสียง" ซึ่งกระทรวงนี้มีที่ทำการใหญ่อยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปิดทำการในยามวิกาล โดยเจ้าหน้าที่ทั้งหลายในกระทรวงนี้ต่างมีเสียงบีทส์ล้นปริ่มอยู่เต็มหัวใจ พันธกิจหลักของกระทรวงนี้คือการทำให้ชีวิตของประชาชนน่าเบื่อน้อยลงนิดนึง ถึงแม้ว่าวันนี้เจ้าของบล็อกจะยังไม่มีปัญญาเสนอหน้าไปเหยียบกระทรวงด้วยตัวเองแต่ตั้งมั่นไว้ในใจว่าวันหนึ่งจะเดินทางไปแสวงบุญในกระทรวงนี้ให้ได้เพียงครั้ง เช่นเดียวกับเทศกาล Woodstock ของชาวร็อค หรือ South By South West (SXSW) ของชาวอินดี้ แต่นั่นมิได้หมายความว่ากระทรวงจะเมินคุณ เพราะเราในเว็บของกระทรวงยังมีการถ่ายทอดการแสดงสดตรงจากคลับ หรือวิทยุจากคลื่นของที่นี่ได้ นอกจากนี้เพลย์ลิสต์ใน Youtube ของที่นี่ ยังเป็นแหล่งอัพเดทเพลงเต้นรำใหม่ๆ จากดีเจมากมาย ที่แยกหมวดหมู่ไว้เป็นอย่างดี แต่ที่สำคัญที่สุดที่เราจะพูดถึงในวันนี้ คือหนึ่งในธรรมเนียมของ Ministry of Sound นั่นคือ mixtape รายปีที่ทุกคนรอคอย มันคือการรวมและคัดสรรเอาสุดยอดเพลงเต้นรำอันทรงเกียรติกว่าห้าสิบเพลงจากทั่วยุโรปและอเมริกามารวมไว้ ทั้งเวอร์ชั่นเรดิโอ และเวอร์ชั่นรีมิกซ์ พร้อมมิกซ์เชื่อมระหว่างเพลงไว้อย่างแนบเนียน หากเราเอารวมฮิตของแต่ละปีมาฟังติดต่อกัน (ถ้าว่างขนาดนั้น) เราก็จะได้เห็นถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของวงการเพลงแดนซ์อย่างชัดเจนว่าปีนี้ดีเจคนไหนดัง คนไหนดับ แนวไหนอิน แนวไหนเอาท์ ฉะนี้ถือเป็นกฎเหล็กสำหรับขาแด๊นซ์ที่ต้องมีไว้ในครอบครองทุกปีไป



สำหรับปีนี้ที่มาแรงก็มีมากมายแต่ที่ครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในซีดีสามแผ่นนั้นจะตกอยู่กับเพลงแบบ Progressive House สไตล์ Axwell, Alesso หรือ Sebastian Ingrosso เด็กเก่า Swedish House Mafia และงานจากดีเจแดนไวกิ้งสุดฮ็อตที่สำหรับปีนี้ไม่รู้จักไม่ได้อย่างนาย ทิม เบิร์ก หรือ Avicii นั่นเองถึงแม้ว่าเพลงโปรดของเจ้าของบล็อกย่าง Silhouette จะถูกมิกซ์ซะเสียชาติเกิดก็ตาม

อีกนายหนึ่งที่แม้จะไม่ได้เกี่ยวกับ Ministry of Sound เท่าไหร่แต่ก็น่าจับตามองอย่างมากในปีนี้คือ Matthew Koma นักร้องหนุ่มจากนิวยอร์คที่มาโผล่มาให้เห็นอยู่หลายแทร็คเช่น Calling (Lose My Mind), Years และ Spectrum โดยหนุ่มเจ้าของเสียงเอกลักษณ์คนนี้นั้นเดิมทีเป็นนักแต่งเพลงที่ชีวิตกำลังไปได้สวยเพราะเริ่มต้นปี 2012 ด้วยการทัวร์คอนเสิร์ตเป็นวงเปิดให้กับ LMFAO แต่งเพลงให้ Bruce Springsteen จนจับผลัดจับผลูมาได้ร่วมงานกับสามหนุ่ม Swedish House Mafia ออกมาเป็น Calling จนเลยเถิดออก electro/house สุดแสนจะเก๋ไก๋อย่าง Spectrum ที่ร้องให้ดีเจชาวเยอรมันอย่าง Zedd ฟังดูแล้วนึกถึงงานเก่าขุดกรุของ PNAU ในเพลง Embrace เมื่อปี 2009 อย่างบอกไม่ถูก ปี 2012 ถือเป็นปีแจ้งเกิดสำหรับดาวรุ่งดวงนี้ที่ทำผลงานจนอิ่มหนำกันเลยทีเดียว รอดูผลงานเดี่ยวที่กำลังจะออกอีกไม่่กี่เดือนนี้กัน

แต่จากประสบการณ์การฟังมิกซ์เทปของกระทรวงมาตั้งแต่ปี 2009 ยังมิอาจกล่าวได้ว่าปีนี้เป็นปีที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะมีหลายเพลงที่ใหม่สดเพราะพริ้ง เพลงฮิตข้ามปี หรือบางเพลงที่ต้องรีบแจ้นไปหาออริจินอลมาฟัง ก็ยังมีบางเพลงที่เลวชาติ สมควรตายอย่าง Can't Kill the Party ของ Tom Piper, Mickey Slim & Majestic ที่พยายามสร้างเพลงชาติปาร์ตี้อย่างเอิกเกริกจนดูเสร่อเหมือนหลุดมาจากปี 2001 หรือบางเพลงที่เป็นเรื่องของ taste จริงๆ อย่าง Knife Party ที่ cult จัด ประเภทว่าถ้าชอบก็รักถ้าเกลียดคือเผาพริกสาปกันเลยทีเดียว หลายคนชอบหลายคนผิดหวังแต่ถึงอย่างไร มิกซ์เทปนี้ก็ยังเป็นอัลบั้มทรงคุณค่าอยู่ในฐานะผลงานที่รวบรวมเพลงดังๆ และเพลงดีๆใหม่ๆ ไว้ให้คนฟังโลกที่สามอย่างเราได้ตื่นตาตื่นใจ   แต่ยังคงไม่มีอะไรเทียบมหากาพย์รีมิกซ์จากกระทรวงเมื่อปี 2009 ที่เคยเมื่อหลายปีก่อน

ปิดท้ายถอนสายบัวสวยๆด้วย Superlove งานจาก Avicii feat. ลุง Lenny Kravitz เพลงเต็มไม่มีตัดจ้า
s

Friday, September 28, 2012

Die Young & Diamonds



หลังจากที่เคยปรามาสไว้ครั้งก่อนเกี่ยวกับงานใหม่ของ Kesha ว่าจะไปได้ซักกี่น้ำ ได้ข่าวว่าเธอไปล่องทะเลเดินทางรอบโลกหาแรงบันดาลใจกันมายกใหญ่ แถมได้ร่วมงานกับศิลปินร็อคแถวหน้าอย่าง The Flaming Lips ด้วย ตอนนี้ถึงเวลาได้พิสูจน์ตนเองให้โลกได้รู้ซักที กับ Die Young ซิงเกิ้ลนำตัวใหม่ล่าสุดจากอัลบั้ม Warrior ที่เตรียมตัวพร้อมวางแผงพฤศจิกายนนี้

เปิดขึ้นมาเสียงแรกที่ได้ยินคือ Smells Like Teen Spirit หรืออะไรบางอย่างที่คับคล้ายคับคลาไม่ชัวร์ว่าตั้งใจรึเปล่า เพราะถ้าตั้งใจจะถือว่าเป็นการหมิ่นประมาท Nirvana อย่างร้ายกาจ เพราะสิ่งที่พ่วงกับเพลงนี้คือเสียงแพะของยัยเคชช่า ที่ไม่ได้พัฒนาก้าวหน้าไปจาก Tick Tock ซักเท่าไหร่ ทำหน้ามึนฟังไป ท่อนฮุคก็ฟังติดหูดีไม่หยอก แต่ติดเนื้อร้องสุดซ้ำซากเกี่ยวกับการใช้ชีวิตให้สุดขีด เป็นอะไรกันวัยรุ่นสมัยนี้อยากจะรีบลาโลกไปไหน เข้าใจว่าเธออยากจะเป็นตัวแทน Wild Child ประเภทชั้นไม่สนใจโลก ชั้นสุขนิยมขั้นสุด แต่พลาดท่าเธอออกเพลงนี้ช้ากว่า One Direction ไปหน่อยนึงนะ

...เอ๊ะ บ่นไปบ่นมาทำไมฮำเพลงนี้ไม่หยุดซะงั้นล่ะ ?! 



เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มรู้สึกว่ารีฮานน่าควรจะพักบ้าง อะไรบ้าง เธอจะปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ จากอัลบั้มใหม่ให้ฟังทันที และแทบจะเป็นช่วงเดียวกันของปีเสมอ และนี่คืออีกหนึ่งความพยายามของรีฮานน่าที่สรรหาก้าวต่อไปให้ตนเอง โดยการผละจากเพลงเต้นไม่ลืมหูลืมตาไปให้ความสำคัญกับความหมายลึกซึ้งจับใจ โดยยกหน้าที่ให้นักร้องนักแต่งเพลงเนื้อหอมของวงการในขณะนี้อย่าง Sia Furler มาแต่งทั้งเนื้อร้องทั้งทำนองให้ ผลที่ออกมาคือ จอดสนิทครับ... ที่ว่าไปไม่รอดนี่คือเธอถูกรัศมีสาวเซียกลบอย่างเป็นทางการ เพราะคนฟังแทบฟังไม่ออกว่านี่คือเสียงรีฮานน่า ทั้งดนตรีทั้งเทคนิกการร้องเหมือนหลุดมาจากอัลบั้ม We Are Born ของเซียแท้ๆ เพลงออกมาเป็น mid-tempo เนิบนาบ กับความหมายเชิงบวกเรียกกำลังใจ ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่ห่านยังไม่เคยทำเป็นซิงเกิ้ลมาก่อน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดี หากไม่ติดที่ว่าเธอเป็นนักร้องที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนอยู่แล้วโดยที่ไม่ต้องพยายามไปเป็นเหมือนคนอื่น

งานนี้จะหัวจะก้อยต้องรอดูอัลบั้มเต็มกัน ว่าจะมีหวังน้ำบ่อหน้ากับซิงเกิ้ลต่อไป หรือเจอกันใหม่กันยาปีหน้านะจ๊ะ เซีย เอ๊ย ห่าน!



บอกตามตรงว่าไม่มีอะไรจะพูดมากเกี่ยวกับซิงเกิ้ลนี้ของ No Doubt นอกจากความสำเร็จในการสร้างความร่วมสมัยจากการร่วมงานกับ Major Lazer เข้ามาผนวกกับสไตล์สกาป็อปแบบดั้งเดิม และเสียงร้องของเกวน ที่เป็นลายเซ็นสำคัญของวง -- ซึ่งนั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือฟัง No Doubt มาตั้งแต่อายุ 11 ตอนนี้ผ่านมาสิบกกว่าปี เหตุใดเจ๊เกวน สเตฟานี่ ถึงดูเด็กลง ??? ผู้หญิงคนนี้กินอะไรเป็นอาหารถึงได้สวยเอาสวยเอา แถมยังดูสมวัยไม่ฝืนธรรมชาติอีกต่างหาก เป็นเคล็ดลับอะไรของสไตลิสก็มิทราบ รู้แต่ว่ามันคือเสน่ห์เฉพาะตัวบางอย่าง ที่มีอิทธิพลทำให้ เอ็มวีธรรมด๊าธรรมดา ที่ไม่มีอะไรมากกว่าปล่อยสมาชิกวงมาโดดเป็นลิงเป็นค่างหน้ากล้อง ออกมาเลิศเลอเหมาะแก่การ วนดูซ้ำหลายๆ ครั้งแบบไร้สติยั้งคิดได้เช่นนี้ -- รอดูลุคผมบลอนด์ คิ้วโล้น แคทอายแบบนี้ในคลิปสอนแต่งหน้าต่างๆ ได้เลย มีให้เลือกเกลื่อนยูทูปแน่นอน

Wednesday, September 19, 2012

Fruity Review #4


Rita Ora
Ora
6/10

ท่ามกลางสภาวะนักร้องหญิงล้นตลาด รบราฆ่าฟันกันอยู่ทุกวันนี้ ที่ไปไม่รอดก็เห็นตายเกลื่อนเลือนหายไปจากคลื่นวิทยุก็ใช่น้อย จะมีซักกี่คนที่ได้สิทธิ์ถือไพ่เหนือกว่าได้ทัดเทียมกับนางที่จะพูดถึงวันนี้ได้ เพราะ Rita Ora  คือสาวหน้าเข้มชาวอังกฤษ วัยเพียง 22 ปี เชื้อสายอัลเบเนียที่ต้องสืบสาแหรกไปไกลถึงโคโซโวนู้น ที่ว่าได้เปรียบนั้นก็คงหนีไม่พ้นสัญญาพันล้านของค่าย RocNation ที่ส่งให้เธอกลายเป็นน้องสาวสุดที่รัก และไพ่ไม้ตายใบสุดท้าย Jay-Z ที่ลงทุนกระโหมโปรโมทป้อนงานอย่างไม่หยุดหย่อน แถมแท็กมือกับ VEVO ช่วยกันปั่นยอดวิวใน Youtube กันอย่างขะมักเขม้น จะไม่ให้ขึ้นอันดับหนึ่ง UK Single Chart สามเพลงรวดยังไงไหว แถมอัลบั้มเดบิวต์นามว่า Ora ที่ออกมาเมื่อเดือนที่แล้ว ยังได้ดีเจและนักแต่งเพลงมือฉมังมาร่วมสังฆกรรมกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ไม่ว่าจะเป็น Chase and Status, Stargate, Diplo, will.i.am, Drake, Sia Furler,  Kanye West และอื่นๆอีกมากมายเกินจะร่ายให้ศิลปินหญิงค่ายอื่นต้องตาร้อนผ่าว เรียกว่าเครดิตยาวเป็นหางว่าวพอๆกับอัลบั้มของศิลปินใหญ่ๆเลยทีเดียว นี่แหละหนาที่เค้าว่าเลือกลูกพี่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

แต่อนิจจา เมื่อชื่อเสียงย่อมมากับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นเงาตามตัว เมื่อเธอมักจะถูกค่อนแคะว่าเป็นรีฮานน่าตัวสำรองบ้าง รีฮานน่าเวอร์ชั่นบริติชบ้าง ถูกเทียบกับพันธมิตรยักษ์ใหญ่ของเจย์ซีแบบนี้ก็ต้องหงุดหงิดเป็นธรรมดา คำก็รีฮานน่า สองคำก็รีฮานน่า ก็แหงซิหล่อนแหงนขึ้นไปดูหน้าปกอัลบั้มให้ดี แล้วเทียบกับ Talk That Talk ว่ามันเหมือนกันขนาดไหน -- ต้องยอมรับว่าวงการเพลงป็อปโดยเฉพาะนักร้องหญิง เรื่องรูปลักษณ์นั้นสำคัญ จะขายได้ไม่ได้บางทีก็ต้องดูกันตรงนี้ อย่างแม่ริต้านี่ถึงแม้เสียงร้องออกจะประเสริฐเลิศล้ำ แต่ก็ต้องประสบปัญหาใหญ่เกี่ยวกับอัตลักษณ์ที่ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าหน้าผม แต่ในเนื้อหาดนตรีในอัลบั้มที่ต้องงมกันยกใหญ่ เพราะดูหนูไม่รู้จะไปทางไหนซักทาง

Ora เปิดตัวด้วย Facemelt แทร็คอินโทรหวือหวาเดาไม่ยากว่าเป็นผลงานของนาย Diplo เป็น 1.30 นาทีที่อัดแน่นไปด้วยความดิบ กร่าง และสร้างความเข้าใจผิดให้กับแทร็คอื่นๆที่ตามหลัง Roc The Life ป็อปร็อคฟังง่ายกับท่อนฮุค "ไล ไล ไล" ฟังดูติดหู แต่พอหนักข้อเข้าก็เริ่มอิ่มเอียนชวนอ้วกอยู่ไม่น้อย ต่อด้วย How We Do (Party) เพลงปาร์ตี้ของสาววัยละอ่อนก่อนเข้าผับ น่ารักน่าเอ็นดูด้วยท่อนฮุคที่ถูกออกแบบมาให้แหกปากร้องพร้อมกันหลายๆคนได้สบาย เดินตามรอยเท้า Last Friday Night ไปติดๆ R.I.P ซิงเกิ้ลเปิดตัวในอเมริกา ที่จับเอากีตาร์ไฟฟ้ามาชนกับจังหวะกึ่ง Dubstep สไตล์ Chase and Status ออกมาได้หน่วง เหนื่อย ไม่ไปไหนซักที แต่ได้คะแนนดีตรงที่่มีเนื้อร้องเท่ๆ จึงรอดตัวไปอย่างหวุดหวิด

แต่ก็ใช่ว่าจะลุ่มๆ ดอนๆ เสมอไป บางเพลงที่ชนะใสๆ ก็มีมาให้เห็นเช่น Radioactivity จากปลายปากกาของสาว Sia Furler ที่เปิดด้วยอินโทรแว่วเสียง Jennifer Hudson มาแต่ไกล ปูพื้นด้วยอิเล็คโทรป็อปที่เหลือช่องไว้ให้เสียงร้องเพราะๆ ของริต้าอย่างพอดี Hot Right Now งาน Drum & Bass มันส์ๆจาก DJ Fresh ที่ได้สาวริต้ามาร้องให้จึงได้ผลบุญมาใส่ไว้ในอัลบั้ม ขอแนะนำว่าอย่าเปิดฟังขณะขับรถเพราะอาจมันส์จัดเหยียบเต็มคันเร่งจมไม่รู้ตัว

สำหรับอัลบั้มนี้ขอให้ 6 เต็ม 10 เพราะคิดว่ายังมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นตัวของตัวเองอย่างที่บอกอยู่ไม่น้อย คือไม่รู้ว่าจะอธิบายอัลบั้มนี้อย่างไรโดยที่ไม่ต้องยกงานของคนอื่นมาเทียบ Ora ฟังดูคล้ายกับรีฮานน่าเวอร์ชั่นไม่ดัดจริต ไม่ติดเรท เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย เข้าถึงง่ายแม้หลายเพลงดู playsafe ไปหน่อย แต่ก็ไม่ถึงขั้นต้องตกอับเพราะยังมีเสียงแหบกร้าน และมาดแมนแบบผู้ชายนิดๆ แต่ก็ดูน่ารักน่าชัง ผสมการเทคนิก add lip ที่ลื่นหูไม่แพ้ใคร ไม่เป็นไรเพราะยังคงต้องอาศัยการโตขึ้นในอัลบั้มต่อไปได้เสมอ ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่โดนเจย์ซีเขี่ยทิ้งเหมือนพี่ฮิวโก้ซะก่อนละนะ

Love This, Try These: Jessie J, Cher Lloyd, Nicole Scherzinger, Chrisette Michelle

Monday, August 13, 2012

LONDON OLYMPICS 2012 CLOSING CEREMONY !!


พยายามจะทำตัวให้รู้สึกเศร้าสลดกับการจากลาและความประทับใจของมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติอย่าง London Olympic 2012 ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่แล้ว แต่ก็ต้องขอเลิกล้มความพยายามคาดเค้นความปิติและบอกกันตรงๆเลยดีกว่าว่าไม่ได้อินอะไรกับกีฬาและดราม่าอะไรกับเขานัก สิ่งเดียวที่ทำให้ใครหลายๆต้องนั่งเกาะขอบจอดูแบบลุกไม่ขึ้นนั้นก็คือโชว์อลังการตระการตาของแต่ละเมืองในแต่ละปีว่าจะออกมาเป็นอย่างไรมากกว่า และสำหรับลอนดอนปีนี้ก็หมดเงินไปกว่าสี่พันล้านปอนด์ไปกับเฉพาะพิธีเปิดและปิดเท่านั้น งานใหญ่นี้คนดูเป็นพันล้านทั่วโลก ก็ได้ทั้งดอกไม้และก้อนหิน แต่คำวิจารณ์ส่วนใหญ่จากสื่อต่างชาติต่างพากันสรรเสริญความเป็นเลิศทางมนุษย์นิยมของเมืองลอนดอนแห่งนี้ ในขณะที่สื่ออังกฤษเองกลับบ่นเบื่อเรื่อง pop trash และ celebrity ล้นงาน ก็นะ ประเพณีนิยมตามธรรมเนียมผู้ดีเก่ากันไป

ก่อนเราจะเข้าคอนเซปต์บล็อกเพลงพูดถึงดนตรีและโชว์ต่างๆในงานนี้ โดยเฉพาะ Spice Girls ซึ่งผมแทบจะอดรนทนที่จะพูดถึงไม่ไหว ขอพูดเรื่องเวทีซึ่งเป็นอีกหนึ่งอย่างที่เก๋ไก๋น่าสนใจอยู่ทีเดียว สำหรับพิธีปิดนี้มีทั้งพิธีรีตองสำคัญมากมาย ที่กำหนดไว้ในคำสั่งของ IOC ไม่ว่าจะเป็นพิธีรับเหรียญมาราธอน หรือการกล่าวปิดงานโอวาทอะไรต่อมิอะไร จะให้มาสร้างหอสูงสามสิบเมตร เปลี่ยนพื้นหญ้าเป็นคอนกรีต เหมือนที่ Danny Boyle ทำตอนเปิดก็คงจะลำบาก งานนี้ Kim Gavin ทำเก๋ด้วยการออกแบบเวทีถาวรเป็นรูปธงอังกฤษที่มองเห็นได้ไกลจากระยะเฮลิคอปเตอร์ สร้างถนนวนรอบเตรียมพร้อมออกศึกให้ศิลปิน ดารา นางแบบ ออกมาเหาะเหินเดินอากาศได้สะดวก ส่วนพื้นด้านล่างที่เป็นลายธงชาติอังกฤษขนาดยักษ์ผลงานของ Damien Hirst ถือว่าเป็นผลงานที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา ต่อมาพื้นธงชาติที่ว่าก็กลายมาเป็นที่ชมคอนเสิร์ตแบบ ring-side สำหรับนักกีฬาได้อย่างแนบเนียน คราวนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ถ้ามีเวทีอัจฉริยะแบบนี้

Emily Sande
หลังจากเปิดตัวด้วยเมืองจำลองด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ และเอา London Eye มาตีเกราะเคาะเพอร์คัชชั่นแบบงงๆ แล้ว ก็ถึงตาของสาว Emily Sande เจ้าของอันดับหนึ่ง UK Chart ที่ป่านนี้คงน้อยใจแย่เพราะหลายคนติงว่าใยจึงไม่ใช่ Adele ล่ะนี่? อย่างไรก็ตาม เธอออกมาร้องเพลงที่คัดมาอย่างดีจากอัลบั้ม Our Version of Heavens ชื่อว่า Read All About It ที่เรียกน้ำตาของนักกีฬาที่ผ่านประสบการณ์เหนื่อยยากสุดประทับใจได้อย่างไม่มีที่ติ

Madness/Pet Shop Boys/One Direction
เมื่อเพลงชาติอังกฤษจบลงก็ถึงเวลา Street Party กับแก๊งค์กีฬาสีสุดน่ารัก รถราออกมาวิ่งว่อนสนามมิได้หยุดหย่อน และสามกลุ่มศิลปินสามรุ่น ที่หนึ่งในนั้นคือ Madness วงที่อยู่คู่อังกฤษมาไม่แพ้เพลงชาติ God Save the Queen เลยทีเดียว และ Pet Shop Boys เป็นตัวแทนวัยทำงานมากับเพลง West End Girls ซินธ์ป็อปรุ่นบุกเบิกใครไม่เคยได้ยินขอให้ฟังซะ และที่ขาดไม่ได้คือคู่ใจวัยติ่งอย่าง 1D ที่พกพาความน่ารักน่าชังมาอย่างเต็มเปี่ยม และ ... และ... และก็แค่นั้น  คือไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเลยจริงๆ

"Imagine" และ George Michael
ต่อมาหลังจากการปรากฎตัวของคุณปู่ Ray Davies แห่ง The Kinks เสียงดีไม่มีแก่ลงเลย และกายกรรมเปียงยางก็อตทาเล้น และอีกหลายต่อหลายทรีบิวต์ให้แก่วงสี่เต่าทองเดอะบีทเทิ้ล ก็มาถึงอีกหนึ่งไฮไลท์ของงานที่หลายคนไม่ได้คาดคิดว่าจะได้ดู นั่นคือ Footage ส่วนตัวที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนของ John Lennon ร้องเพลงสันติภาพสุดคลาสสิกอย่าง Imagine ที่ฉายขึ้นจอขนาดยักษ์ เคียงคู่ไปกับวงประสานเสียงเด็กออทิสติก พร้อมกับต่อตัวต่อเป็นหน้าเลนนอนราวกับศาสดาแห่งสันติภาพมาปรากฎให้เห็นเบื้องหน้า เรียกว่าตีโจทย์แตกชนะไปเลย ต่อด้วย George Michael ที่โชว์เก๋าด้วยการแสดงด้วยเวทีเปล่าไม่มีลูกเล่นใดเลย คือออกมาร้องเพลงฮิต Freedom แบบหนึ่งต่อแปดหมื่น คล้ายจะสื่อว่า มีสันติภาพแล้วต้องมีเสรีภาพด้วยนะ

เรือผีของ Annie Lennox
โชว์เริ่มสนุกขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสนามทั้งสนามถูกย้อมให้เป็นสีแดงสด เหล่าผีพรายออกร่ายรำ เสียงสวดระงม ทำเอาเด็กๆทั่วโลกต้องรีบหนีเข้าตู้เสื้อผ้า และซากเรือผีก็พา Annie Lennox (ที่ดังมากช่วงกลางยุค 90s) มาปรากฎต่อหน้าสาธารณะชนอีกครั้งในวัยเกือบหกสิบแล้ว งานนี้เธอเกาะหัวเรือร้องเพลง Little Bird ได้ดีเหมือนสมัยก่อนไม่มีผิดเพี้ยน เป็นการจับธีมผีได้แบบคาดไม่ถึง เอ๊ะ หรือป้าจะบอกไปนัยว่าป้าหายไปแต่ป้ายังไม่ตายนะจ๊ะ ? และที่แดงแรงฤทธิ์ไม่แพ้กันคือสีเสื้อและสีผมของหนุ่ม Ed Sheeran เจ้าของเพลง Lego House ที่คราวนี้ออกมาคัฟเวอร์ Wish You Were Here ของ Pink Floyd ออกมาเอาใจเด็กบริทร็อคสายอัลเตอร์ระหว่างขั้นช่วงต่อไป


Fat Boy Slim/ Jessie J/ Tinie Tempah/ Taio Cruz
ปาร์ตี้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปลาหมึกยักษ์ของ Fat Boy Slim เปลี่ยนรถฮิปปี้ของ Russell Brand ให้กลายเป็นบูธดีเจและระเบิดความมันส์อย่างต่อเนื่องกับเพลงฮิตอย่าง Right Here Right Now และ Funk Soul Brother สมกับเป็นดีเจคู่บุญเมืองลอนดอนมาตั้งนมนาน ต่อด้วย Jessie J ในลุคที่พัฒนาจากม้าอรนภา เป็นอาภาพร นครสวรรค์ไปแล้ว กับเพลง Price Tag บนรถ Rolls Royce สีครีมช่าง Irony ดีเหลือเกิน คือหล่อนร้องเพลงว่า Not about the money บนรถราคาสี่แสนปอนด์... ผนึกกำลังกับอีกสองหนุ่ม Tinie Tempah และ Taio Cruz กับเพลงฮิตของตัวเองพอให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้อุ่นใจ ว่าเออได้เห็นคนรุ่นตัวเองออกทีวีบ้าง

Spice Girls
และแล้วก็ถึงช่วงที่ทุกคนตั้งตารอคอย นั่นคือ การกลับมาของเกิรล์กรุ๊ปที่ทำยอดขายมากที่สุดในโลก และตำนานเพลงป็อปบับเบิ้ลกัมแห่งอังกฤษ นั้นคือ Spice Girls !! ด้วยทีมงานอาจจะกลัวว่าชัดเจนเกินไปจึงมีการสับขาหลอกด้วยส่งรถแท็กซี่สีดำหน้าตาจิ้มลิ้มมาวิ่งวนอยู่สิบกว่าคันไม่ให้เดาออกว่าคันไหนบรรจุทั้งห้านางไว้อยู่ จนกระทั่งอินโทร Wannabe ดังขึ้น เป็นสัญญาณในการเปิดไฟเผยธาตุแท้ของรถแต่ละคนออกมาเป็นสีต่างๆตามสัญลักษณ์ของสมาชิกวง ทั้งห้านางปรากฎตัวในชุดที่ถูกคัดสรรมาให้เข้ากับบุคลิกอย่างดี แต่ที่ชนะขาดคือชุดสีแดงของ Geri Halliwell ที่ยังรักษาคอนเซปเอาธงมาผูกเป็นโบว์ซ่อนไว้ข้างหลังได้อย่างน่ารักน่าตี ในขณะที่ Victoria Beckham ก็ไม่สนใจจะร่วมงานกับใครทั้งสิ้น คืออยากจะยืนคนเดียวร้องคนเดียวจิกหน้าจิกตาอยู่คนเดียวก็เอา Wannabe ต่อเมดเลย์เป็น Spice Up Your Life เพลงที่หลายคนเดากันว่าจะนำมาแสดง ห้าสาวก้าวขึ้นหลังคารถแล่นโร่ไปรอบเวทีอย่างน่าหวาดเสียว ที่น่าชื่นชมคือที่สแตนด้านบนมีการเก็บรายละเอียด Reference ด้วยการทำสีสแตนให้เหมือนสีตัวหนังสือในหน้าปกอัลบั้ม Spice Up Your Life ด้วย เอากับเค้าซิ! 

หลังจาก Spice Girls ขอบอกว่าดูการถ่ายทอดด้วยท่าทีที่ตึงเครียดน้อยลงมาก ประมาณว่าต่อไปจะมีอะไรก็ไม่ว่ากัน ไม่ได้มีการคาดหวังใดๆ เพราะถือว่าได้ในสิ่งที่ขอแล้ว (ขนาดนั้น) จึงขอเรียกช่วงหลังจากนี้ว่า Post-Spice Girls ละกัน (เคยเจออะไรลำเอียงกว่านี้ไหม)

Post-Spice Girls
หลังจากห้าสาวออกจากสนามไป ก็ต่อด้วย Oasis ที่งานนี้มาแค่พี่ Liam Gallegher ออกมาร้องเพลง Wonderwall อีกหนึ่งวงที่หลายคนคิดถึงจึงไม่แปลกที่เกิดการประสานเสียงกันทั้งสนามอย่างที่เห็น ในขณะที่ Muse มาในเพลงธีมโอลิมปิกอย่าง Survival ที่หนุ่ม Matthew Bellamy ทั้งอัดทั้งตะเบงจนเกินงาม เสียทีถูกวงรุ่นพี่กลบรัศมีไปเห็นๆ แต่ที่ "เจ๊ง" กว่าคือการบังอาจให้นังเจ็ดสี Jessie J มาร้องหนึ่งในเพลงที่ดังที่สุดในโลกอย่าง We Will Rock You ของ Queen แทน Freddy Mercury ผู้ล่วงลับและผลออกมาตามความคาดหมายคือเสียงหวีดแหลม และลูกเล่นแพรวพราวของเธอทำเอาจอดสนิทเสียมนต์ขลังไปอย่างน่าเสียดาย

หลังจากการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานโอลิมปิกและเทศมนตรีเมืองริโอ เดล จาเนโร และประเพณีการให้เจ้าภาพในอีกสี่ปีข้างหน้ามาโชว์เรียกน้ำย่อยและแสดงโลโก้โอลิมปิกครั้งต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต่อด้วย Take That ในเพลง Rule the World ไร้เงาของ Robbie Williams หายตัวไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ และโชว์ดับคบเพลิงของนักบัลเลต์สาว เริงระบำเป็นนกไฟมอดไหม้แล้วเกิดไหม้ทุกๆสี่ปี สุดท้ายและท้ายสุดจริงๆคือ The Who ที่หลายคนคิดว่าทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้ ลุงๆ The Who ยังอยู่กับครบองค์และแสดงสดเพลง Baba O'Riley และ My Gerenation ถึงตรงนั้นถ้าใครยังไม่หลับก็ขอแสดงความยินดีเพราะคุณสามารถถ่างตาดูพิธีปิดโอลิมปิกเกมส์ได้อย่างสมบูรณ์เป็นเวลาสามชั่วโมงครึ่งไปเต็มๆ

ถึงตรงนี้ผมบอกได้เลยว่าผมชอบการจัดโอลิมปิกของอังกฤษที่สุด ถ้าเทียบกับทุกอย่างที่เคยดูมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถ่ายทอดทางอินเตอร์เน็ทที่ลงทุนไปมหาศาลและเตรียมงานกันตั้งแต่ปี 2008 ส่วนเรื่องการแสดงนั้น หลังจากที่งานที่ปักกิ่งจบลงผมยังจำได้ว่าผมถามตัวเองในใจว่าแล้วอังกฤษจะสู้ไหวไหม แต่มีสิ่งหนึ่งที่เฉพาะอังกฤษเท่านั้นคือป็อปคัลเจอร์ที่แทรกซึมเข้าสู่ทุกอณูของวัยรุ่นทั่วโลก นอกจากนั้นยังเป็นมุมมองการออกแบบโชว์แบบน้อยแต่มาก ซึ่งทำได้ยากกว่าอัดให้เวอร์วังอลังการเป็นไหนๆ อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของการแสดงของอังกฤษคือตัวประกอบในงานนี้ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนคนเป็นพันไม่ต่างจากจีน แต่ทุกคนได้รับการสวมบทบาท เป็นมนุษย์จริงๆ ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นชาวอังกฤษ ในการร่วมเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ชาติตัวเอง มีอารมณ์ร่วมกับคนดูได้ หากเทียบกับจีนที่ลงทุนไปไม่แพ้กันแต่คนหนึ่งคนกลับทำหน้าที่เป็นเพียงหนึ่งพิกเซลในการแปรขบวนเป็นรูปต่างๆในสนาม แค่นี้ก็บอกถึงหลักแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ต่างกันมากพอรึยัง?

About Me

My photo
my name is mish my favorite color is turquoise when i grow up I want to be an architect