Tuesday, February 26, 2013

เรามาเล่นเกมส์ทายอายุกันดีกว่านักเรียน

นักเรียนคิดว่านังคนที่ยืนเกาะขอบหน้าต่างอี๋อ๋อกับผู้ชายใน Call Me Maybe อายุเท่าไหร่???

16? ผิดจ้ะ หรือต่ำกว่านั้นก็ผิดอีกแหละ เพราะอายุจริงของ Carly Rae Jepsen คือ 27 ปีจ้ะ เกิดปี 1985 ไม่ต้องตกใจเพราะนางแก่กว่าอเดลเพียงสองปีเท่านั้นเอง ปล่าว ไม่ได้ว่าอะไร ไม่มีอะไรผิดกับการที่คนเราจะอายุยี่สิบเจ็ด แต่แค่จะบอกว่าโลกนี้อะไรที่เห็นมันไม่ใช่อะไรที่เป็นเสมอไป เพราะฉะนั้นการพยายามปรักปรำนางว่าเป็นเด็กแก่แดด (อย่างที่เจ้าของบล็อกชอบทำบ่อยๆ) นั้นถือว่ามีความผิดโทษฐานชอบสู่รู้ไปเอง เพราะพฤติกรรมที่เห็นนั้นอันที่จริงคือถูกต้องสมวัยแล้ว อะไรๆ ที่ทำให้เผลอไผล assume ไปว่านางเป็นสาวแรกแย้มนั้นมีหลายประการคืออย่างแรก ลุ๊คในอัลบั้ม Kiss นั้นแบ๊วเกินคาดว่าจะมีสาว 27 หน้าไหนแอ๊บเป็นชะนีวัยใสได้สะดีดสะดิ้งได้ขนาดนี้ บวกกับหน้าตาและผมม้าที่ตบตาประชาชีได้อย่าแนบเนียน รวมไปทั้งการแอ๊บเข้ารู้จักมักจี่สนิทสนมกับเด็กจัสติน บีเบอร์อย่างออกหน้าออกตายิ่งทำให้สับสนกันเข้าไปใหญ่

จึงจะขอเปิดโปงกันไปเลยในวันนี้ว่าสาว Carly Rae Jepsen นั้นไม่ได้ดูสวยใสวัยเดียวกันกับแฟนเพลงอย่างที่หลายคนคิด เพราะอันที่จริงนางเป็นชะนีสู้ชีวิตที่อาศัยดังด้วยการไป audition ในรายการ Canadian Idol ตั้งหลายครั้งหลายครา ใครอยากให้เห็นใบหน้าสมัยนั้นก็ลองดู ขนาดกรรมการยังแขวะเธอว่า "สรุปหล่อนอายุ 21 หรือ 14 กันแน่จ๊ะ?" จนได้มาออกเทปเป็นที่รู้จักในอัลบั้ม Tug of War ในชื่อ Carly Jepsen ในปี 2008 ที่มีเพลงเพราะเกิดคาดอย่าง Sunshine on My Shoulders รวมอยู่ด้วย และด้วยความสดใสติ๊งต๊องของเธอจึงส่งให้ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงในอเมริกาจนโด่งดังไปทั่วโลกอย่างที่เห็น



ส่วนเพลงที่เห็นด้านบนคือความพยายามล่าสุดที่จะพิสูจน์ตัวเองว่า ชั้นไม่ใช่ One-Hit-Wonder นะยะ แม้ว่า This Kiss ซิงเกิ้ลก่อนหน้าจะถูกส่งเข้าไปตายแน่นิ่งอยู่ในบิลบอร์ดชาร์ตก็ตาม แนะนำนิดนึงละกันนะ ตอนนี้ในตลาดเพลงป็อป ถ้าจะเอาแบบป็อปบับเบิ้ลกัมชูการ์บันนี่ก็มีเธอคนเดียวนี่แหละจ้ะ เขากำลังต้องการศิลปินแบบเธอกันมาก อย่ามัวเสียเวลาทำท่อนฮุคอิเลคโทรนิคสุดจำเจเข้าไปรวมกับเพลงอื่นอีกห้าหมื่นล้านตอนนี้เลย Tonight I'm Getting Over You นี่ฟังยังไงก็ไม่ติดหูจริง หันไปปล่อย EP Curiosity ที่รอมาเจ็ดชาติเศษมาให้ฟังกันจะดีกว่านะจ๊ะหนู เอ้ย! พี่

Monday, February 4, 2013

Beyonce nails it in Halftime Show!!



แม้กระแสจะดังไม่เปรี้ยงปร้างไม่เท่าอีเจ๊แม่มาดอนน่าเมื่อปีก่อน แต่โชว์คั่นเวลา Superbowl ของสาวบีที่ถ่ายทอดสดให้คนดูกว่าร้อยล้านคนทั่วอเมริกาไปเมื่อเช้านี้นั้นถือว่ารักษาความเป๊ะตามมาตรฐานชะนีเบอร์หนึ่งของวงการได้อย่างไม่มีที่ติ คล้ายจะลบคำสบประมาทข้อหาลิปซิงค์เพลงชาติให้เป็นที่อับอายเมื่ออาทิตย์ก่อน ครั้งนี้คุณนายบีชัดเจน จัดเต็มร้องสดชนิดไม่มีแม้กระทั่งแบ็กกิ้งแทร็ค ทั้งร้องทั้งเต้นอย่างบ้าพลัง แถมยังยกก๊วนเพื่อนสาว Destiny's Child มาร่วมวงคืนสู่เหย้าตามสัญญาด้วย งานนี้คุณผู้กำกับ Hamish Hamilton แห่งเวที Victoria's Secret คนเดียวกับที่เคยกำกับโชว์ซูเปอร์โบว์ของเจ๊แม่เมื่อปีที่แล้วได้เนรมิตสนาม Superdome ให้เป็นเวทีรูปหน้าคนขนาดยักษ์พร้อมแสงสีเสียงครบมือ เห็นชื่อเฮียแกมาทีไรเตรียมตัวเตรียมใจกันแทบไม่ทัน ช่างเป็น 12 นาทีที่สั้นเพียงอึดใจ

คุณนายคาร์เตอร์ขนเอาเพลงฮิตตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมารวมเข้าไว้ โดยเปิดตัวด้วยสองสามประโยคจาก Love on Top บนแท่นไฮโดรลิก ก่อนจะนำเข้า Crazy In Love เพลงฮิตตลอดกาล แม้จะเป็นบล็อกกิ้งเดิมแต่ก็เฟียซขึ้นทั้งหน้าตาและท่าเต้น แถมให้เล็กๆ กับท่อนกีตาร์พ่นไฟของ Bibi Mcgill มือกีตาร์หัวหยอยประจำวงทัวร์ของเธอ ต่อด้วย End of Time หนักหน่วงด้วยเครื่องเป่าและเพอร์กัสชั่นควบคู่ไปกับท่าเต้นแสนเก๋ที่เคยสร้างความมันส์ในงาน Glastonbury มาแล้ว ตามด้วย Naughty Girl เข้าใจเลือกเพลงที่เข้ากับเพลงก่อนหน้าได้อย่างลงตัว คราวนี้อีเจ๊บีขอใช้ท่าไม้ตายวิชาแยกร่างในตำนาน ที่กลับมาคราวนี้แอบมีทริ๊กเอาคนจริงมาเนียนเข้ากับจอแอลซีดีด้านหลังทำให้ดูมีมิติมากขึ้น สร้างสรรค์อย่าบอกใคร แต่เสียอย่างเดียวอีเจ๊แล้วคนข้างหลังจออีกครึ่งสนามเค้าจะดูอะไรจ๊ะ ต่อไปอย่างไม่รีรอเมื่ออินโทร Bootylicious ดังขึ้นสองสาว Destiny's (other) Child ก็ถูกดีดขึ้นจากใต้เวที แม้มิเชลนางจะดูมีปัญหากับการแลนดิ้งเล็กน้อย แต่ทั้งสองก็ยังคงจิกหน้าสู้คนอย่างไม่หยุดยั้ง การรวมตัวกันของ Spice Girls เมื่อปีที่แล้วสร้างความตื่นเต้นให้แก่คนอังกฤษอย่างไร การกลับมาของ Destiny's Child ก็สร้างความตื้นตันใจต่ออเมริกันชนฉันนั้น โดยเฉพาะเพลงบังคับ Single Ladies ที่แอบรอชมสามคนเล่นเพลงนี้มานานแล้ว สำหรับเพลงสุดท้ายบีบอกลาสองสาวแล้วปิดฉากด้วย Halo แสงสีฟ้าสาดส่องไปทั่วสนามกับเพลงความหมายดีที่ชวนให้คนดูได้ไปพร้อมกัน

เนื่องจากการแสดงของบียอนเซ่ในแต่ละครั้งนั้นเราแทบจะไม่เคยเห็นอะไรที่ผิดพลาดเลย ทำให้เราไม่ค่อยใส่ใจลุ้นว่ามันจะรอดไม่รอดเท่าไหร่ คำว่าผิดหวังนั้นช่างห่างไกลเหลือเกิน เพราะฉะนั้นการพูดถึงโชว์ของบีจะต้องตัดมาตรฐานของมนุษย์มะนาปกติเขาออกไปก่อน เรื่องร้องเต้นไม่เคยเป็นปัญหา เพราะนางเก็บหมดทุกเม็ดไม่มีตกหล่น จะมีให้บ่นอยู่อย่างคือเรื่องภาพรวมนั้นยังดูไม่ฉูดฉาดเท่าไหร่นัก คล้ายจะเน้นความแข็งแรงจัดจนเกินไป จนดูลืมให้ความสำคัญกับความสวยงามเท่าที่ควร ทั้งฉากต่างๆ ที่เน้นสีดำ เสื้อผ้าที่ตัดจากแพทเทิร์นคล้ายๆกัน ทำให้แยกไม่ออกเท่าไหร่ว่าคนไหน เคลลี่ คนไหนมิเชล คนไหนแดนเซอร์ อีกทั้งหลายๆ อย่างที่เราเห็นก็เป็นสิ่งที่เราเคยเห็นมาแล้วจากเวทีอื่นๆ แต่อย่างไรก็ดีข้อเสียเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้โชว์ไม่สนุกแต่อย่างไร เพราะความตื่นตาตื่นใจที่แท้จริงนั้นคือความสามารถของผู้หญิงคนนี้ต่างหาก

พูดถึงโชว์ Superbowl นับวันยิ่งจริงจังขึ้นทุกที นึกถึงสมัยก่อนอย่างตอน Prince เมื่อปี 2007 ก็ไม่ได้อะไรมากแต่มันส์สะใจไม่แพ้กัน สมัยนี้ต้องมีทั้งภาพ แสง สี เสียง เกินกว่าการแสดงขั้นเวลาฟุตบอลธรรมดาซะแล้ว ที่สำคัญการมีดีว่าขึ้นแสดงสองปีติดนั้นทำให้เราแอบหนักใจแทนปีต่อไปว่าจะเอาใครมาแสดงดี หรือนี่จะกลายเป็นธรรมเนียมใหม่ให้ดีว่านางใหญ่ๆ มาประชันกันซะแล้ว...

Friday, February 1, 2013

Video of the Month : January : Zedd ft. Foxes - Clarity


(เพื่ออรรถรสในการรับชมถึงขีดสุด กรุณาเปิดระบบ HD + Full Screen ก่อนทุกครั้ง)

Video of the Month: January
Clarity
Artist: Zedd
Director: Jonathan Desbiens (Jodeb)

จบสิ้นเดือนแรกแห่งปีใหม่ลงไปอย่างรวดเร็ว หวังว่าเดือนมกราคมคงให้สิ่งแต่สิ่งดีๆ และความหวังจะมีชีวิตอยู่ต่อไปจนครบปีนะครับ :) สำหรับวันนี้เรากลับมาพร้อมกับรายการโพสต์ใหม่ Video of the Month (ขออภัยยังคิดชื่อที่เก๋กว่านี้ไม่ได้) ที่เราจะมาค้นฟ้าคว้าดาวดวงเด่นแห่งวงการเพลงด้วยการเลือกเพียงหนึ่งเอ็มวีที่ชอบที่สุดประจำเดือนนั้นๆ มาพูดถึงกัน โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกนั้นก็คือ ความชอบ และความชอบเท่านั้นๆ ง่ายๆ คือเอารสนิยมคนเขียนเป็นหลัก ลำเอียงให้เห็นกันชัดๆไปเลย ...แต่เชื่อสิ อุตส่าห์นั่งดูเอ็มวีจนตาฉ่ำตาแฉะมาทั้งเดือน ถ้าไม่ถูกใจก็เอาสากกะเบือมาทุบหัวเราได้เลย

สำหรับตำแหน่ง VoM (Video of the Month) ตัวแรกของปีนี้ตกเป็นของซิงเกิ้ลที่สี่ของดีเจหนุ่มเยอรมัน ที่มีชื่อตามพยัญชนะตัวสุดท้ายของภาษาอังกฤษว่า Zedd  ที่ฝากผลงานอัลบั้ม Clarity ไว้ให้เมื่อเดือนตุลาที่แล้ว หากใครยังไม่ค่อยคุ้นก็คือเจ้าของเพลง Spectrum ที่ขึ้นอันดับหนึ่งบิลบอร์ดแดนซ์ชาร์ทเมื่อตอนปีใหม่นี่แหละ ถ้ายังไม่รู้จักอีก ให้จำง่ายๆว่าคือไอ้หนุ่มที่ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ของอัลบั้มใหม่ให้เลดี้ กาก้าที่จะออกในเวลาอันใกล้นี้ สืบเนื่องมาจากกว่าข้าพเจ้านั่นโปรดปราน Spectrum ซิงเกิ้ลก่อนหน้าจนเกิดอาการคลุ้มคลั่งทุกครั้งที่ได้ยินในที่สาธารณะ ทำให้เพลงอื่นในอัลบั้มถูกลดสถานะลงไปเป็นลูกเมียน้อยทันที แต่เมื่อเอ็มวีเพลงนี้มาถึงทุกอย่างในโลกจึงกลับตาลปัตร เพราะมันช่างสวยสดงดงามเสียอะไรเช่นนี้! มหกรรมการขุดอินเตอร์เน็ตตามล่าหาต้นตอของความเก๋จึงเริ่มต้นขึ้น

Clarity เป็นผลงานชิ้นล่าสุดของผู้กำกับชาวแคนาดานามว่า Jonathan Desbiens มีชื่อเล่นในวงการสั้นๆว่า Jodeb ภายใต้บริษัท Vision ผลงานของคุณ Jodeb นั้นไม่ใช่เด็กๆเลย ผลงานกราฟฟิก กำกับ ตัดต่อ สตอรี่ไลน์ที่เห็นทั้งหมดนั้นคือฝีมือของเขาคนนี้ทั้งสิั้น! หากขาดคุณคนนี้ Clarity คงจะเป็นเพียงเอ็มวีเชยๆ อันว่าด้วยการหากันจนเจอ ของสาวนักร้องตาโตกับหนุ่มฮิปสเตอร์อันเดอร์คัท ในเมืองลอสเอลลิสที่เราเคยเห็นมาสองหมื่นกว่ารอบแล้ว แต่พระเอกตัวจริงที่ฟาดคะแนน 10 10 10 ให้เอ็มวีนี้คือกราฟฟิกและฟุตเตจ เหล่านี้ต่างหาก! เพราะนอกจากมันจะเป็นเท่ห์เกินบรรยายแล้ว ตั้งแต่วินาทีที่รถสองคันชนกัน ภาพสรรพสิ่งต่างๆ พุ่งเข้าชนกันอย่างรุนแรง พรั่งพรูเข้าสู่นัยน์ตาของคนดูอย่างไม่รีรอ เป็นการปะทะกันของความหมายเชิงสัญลักษณ์ให้เราได้รับรู้ถึงความรู้สึกภายในของตัวละครว่ามันร้อนแรง สับสน และบ้าคลั่งไม่แพ้จังหวะโพรเกรสซีฟเฮาส์ในเพลงนี้เลย บวกให้อีกหนึ่งแต้มสำหรับการเลือกโลเคชั่นอย่างชาญฉลาดที่ไม่ต้องถ่อไปถึงตะวันออกกลางก็ได้ภาพทะเลทรายสวยๆ ของทะเลทราย Dumont Dunes ของดีจังหวัด Los Angeles มาโฆษณาในตัวด้วยละเออ

คนรสนิยมดีอย่างเราๆ ไม่ได้คาดหวังจะดูเอ็มวีประมาณปาน ธนพรที่จะต้องมีพล็อตจิกหัวตบล้างน้ำ หรืออะไรที่มันซับซ้อนไปกว่านั้น เราต้องการแค่ Visual Ecstasy ขนาดกระทัดรัด เราเน้นสวยไว้ก่อน และหน้าที่ของเอ็มวีซักตัวคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการช่วยเสริมให้เพลงๆหนึ่งมันน่าฟังมากขึ้น เพราะฉะนั้น Clarity จึงตอบโจทย์ได้อย่างดีโดยมีการวางพล็อตหลวมๆ กันหลับพร้อมใส่กราฟฟิกเด็ดๆ ไขว้ไปไขว้มาตั้งแต่ต้นจนจบ วางแผนมาดีแบบนี้ไม่แปลกที่ลำดับ Billboard/Dance ถึงได้ไต่เอาไต่เอาจนถึงลำดับสี่ซะแล้วในสัปดาห์นี้ คิดว่าปีนี้คงมีผลงานของนาย Jodeb  มาให้เห็นอีกแน่นอน

ส่วนใครที่โปรดปรานเอ็มวีนี้แนะนำให้ลองชมลองชิมผลงานก่อนหน้าของผู้กำกับคนนี้กันดู 

Porter Robinson - Language
Cypress Hill X Rusko - Roll It, Light It

Friday, January 18, 2013

Rita Ora จับคู่ Snoop Lion มาเที่ยวปักษ์ใต้


พักหลังมานี่รู้สึกจะดังใหญ่ ได้เสนอชื่อเข้าชิง Brit Awards ตั้งมากมาย แถมแฟนเพลงเริ่มหนาแน่นขึ้นทุกวัน เงินทองไหลมาเทมา ล่าสุด ริต้า โอรา เก็บผ้าผ่อนมาถ่ายเอ็มวีเพลงใหม่ล่าที่ภูเก็ตบ้านเรานี่เอง เธอแอบกระซิบชื่อเพลงมาว่า "Torn Apart" ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะได้ดูกันวันไหน หรือเป็นซิงเกิ้ลจากอัลบั้มใหม่หรือไม่ จะให้เดาเพลงก็คงออกมาตามสไตล์เร็กเก้ป็อปใสๆ ส่วนเอ็มวีก็คงหนีไม่พ้นการนำเสนอภาพประมาณเกาะสวาทหาดสวรรค์ แต่งตัวน้อยๆชิ้นวิ่งเล่นกับเด็กโลกที่สามตาดำๆนั่นแหละ ไม่ว่าเอ็มวีจะเป็นยังไงแต่ที่แน่ๆ ภาพจากอินสตาแกรมฟ้องว่าหลังจากได้สัมผัสหาดทรายแถวปักษ์ใต้บ้านเรา กับรีสอร์ตหรูแถวภูเก็ตได้ไม่นานรู้สึกสาวเจ้าเธอจะพออกพอใจ กระหน่ำทวีตและอินสตาแกรมกันยกใหญ่บอกว่ามาแล้วไม่อยากกลับ ปลาบปลื้มมากผันตัวมาเข้าวงการเพลงไทยไปเลยดีไหมจ๊ะ? 

ส่วนทางฝั่ง Snoop Lion (AKA Snood Dogg นั่นแหละ พี่แกกลัวจะเป็นหมาแก่เลยเปลี่ยนใหม่แล้วหันมาทำเพลงเร็กเก้แทน) ก็มาเป็นแขกรับเชิญ ร่วมกลิ้งเกลือกกับหาดทรายสายลมในเพลงนี้ด้วย แค่นั้นกลัวไม่คุ้มก็เลยไปต่องาน Together Festival ร่วมกับ Justice ที่กรุงเทพในวันที่ 19 นี้ด้วย แค่นั้นยังไม่พอ กลัวจะมาไม่ถึง ต้องสวมชฎาถ่ายรุปซักหน่อยพอเสี่ยงให้โดนด่า แต่ส่วนตัวคิดว่าเฮียถอดออกเถอะไม่ค่อยเข้ากับหนังหน้าเท่าไหร่  ไหนๆ ก็ไหนๆ ฝากบอก ททท. จัดแคมเปญเอาชฎามาให้ดารานักร้องฝรั่งใส่โพสต์เป็น Signature ส่งเสริมการท่องเที่ยวไปซะเลยคงดี

Tuesday, January 15, 2013


เคยแอบคิดว่าการกลับมาของ JT จะเหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยง! นางอื่นตายหมด แล้วนอนมาสวยๆ ไม่ต้องฟาดฟันอะไรกับใครมาก แต่บอกตามตรงว่าฟัง Suit & Tie เพลงใหม่ล่ามาได้สองสามวันเริ่มน่ากลัวว่ามันจะ "เปรี้ยง" เท่าไหร่ แต่ด้วยบุญญาบารมีของพ่อหยอยสุดหล่อที่สั่งสมมาตั้งแต่สมัย N'Sync ขอบอกเลยว่างานนี้ไม่มีทางแป๊ก

ถ้าหาก Sexyback หมายถึงการจินตนาการเพลงแดนซ์ให้ล้ำไปในอนาคตจากปี 2006 ไปสิบปี Suit & Tie ก็คงเหมือนการย้อนหลังไปในอดีตซัก 20 ปีเช่นกัน เพราะซิงเกิ้ลใหม่แห่งอัลบั้ม The 20/20 Experience นี้หอบขนมาทั้งวงมโหรีย์ปี่พาด มีทั้งพิณ ทั้ง Marimba เครื่องเป่าสารพัด เรโทรจัดถึงขั้น Marvin Gaye ขวัญใจพี่หยอยต้องนั่งน้ำตาปริ่มด้วยความตื้นตัน เหมือนยิ่งโตก็ยิ่งหวนกลับไปถึงวัยอดีตที่ยังเป็นเด็กหยอยร้องเต้นเพลงโซลยุค 70s อยู่อย่างเมามัน แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะ อย่าเข้าใจผิด เพราะสิ่งนี้แหละทีแทบจะเป็นสิ่งเดียวที่เป็นจุดน่าสนใจของเพลง ที่ทำให้มันมีรสชาติหวานปนเซ็กซี่ แม้จะไม่เผ็ดจัดเหมือน Sexyback ที่กล้าเสี่ยงด้วยท่อนฮุคประหลาดแบบนั้นก็เถอะ

แต่ถามหน่อยนะพี่หยอย ห้าสิบวิแรกคืออะไร? Timbaland ต้องการอะไรจากจุดนั้น? ง่วงๆ เหนื่อยๆ จะไปก็แล้วไม่ไป ต้องกลั้นใจฟังให้ผ่านนาทีแรกไปถึงจะใช้ได้ ตอนตัดเป็นซิงเกิ้ลเปิดลงวิทยุแนะนำให้ตัดท่อนนี้ทิ้งไปเลยก็ได้ อีกหนึ่งสิ่งที่สมควรถูกอัปเปหิออกจากเพลงโดยเร็ววัน คือท่อนแร็ปของเจย์ ซีตอนท้ายเพลง อีกแล้วใช่ไหมกับการแร็ปราวกับเป็นหน้าที่่ เหมือนไปงานแต่งแล้วโดนลากขึ้นไปร้องเพลงบนเวที อันที่จริงวัฒนธรรมการแร็ปบนซิงเกิ้ลเปิดตัวเพื่อบูสต์เรตติ้งแบบนี้ฆ่ามากี่ศพแล้ว? ควรหยุดหรือไม่? แทนที่จะเป็นเจย์ ซี แอบคิดว่าน่าจะเป็น Cee Lo Green ไม่ก็ Lenny Kravitz หันมาร่วมงานกับศิลปินโซลจริงๆ ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดูจะเข้าท่ากว่า ส่วนตัวหยอยคงไม่มีอะไรให้ติเท่าไหร่ นอกจากตัวเพลงโดยรวมที่แบนระนาบไม่มีขึ้นลง แยกไม่ออกว่าอันไหนฮุคอันไหนเวิรส์นั่นแหละ

ด่ากราดขนาดนี้ ก็ยังเชื่อว่าวงการนี้คงมีอะไรมาเซอร์ไพรซ์อีกเยอะ อีกหน่อยคงมีการอัดเปิดในแอร์เพลย์ฟังกันจนหูชา แล้วก็ร้องได้ทุกท่อนในที่สุด ไม่ก็ตามสไตล์หยอย เอ็มวีออกมาทีเห็นทีปากดีก็เสียทีกันมานักต่อนักแล้ว 
...

Saturday, January 12, 2013

Premiere: Destiny's Child Nuclear

 

โบราณเขาว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก 3 ดรุณีอภินิหาร Destiny's Child ก็เลยกลับมาจ้วงตักกันอย่างเมามันส์ เพราะแว่วข่าวมาว่า 3 กุมภานี้ บียอนเซ่จะขึ้นโชว์พักครึ่งในการแข่งขัน Superbowl พร้อมกับอีกสองสาว เคลลี่ และมิเชลที่จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้กลับมามือเปล่า พวกหล่อนมาพร้อมกับอัลบั้มรวมฮิตชุดใหม่ติดไม้ติดมือมาขายกินกันอีกด้วย โดยรวมฮิตชุดนี้ให้ชื่อว่า Love Songs ซึ่งก็ตรงตัวตามชื่อเพราะมันรวมเอาเพลงรักเก่าๆ ที่หลบซ่อนอยู่ในทั้งหกอัลบั้มในอดีตเอาไว้ พร้อมหนึ่งเพลงใหม่ที่เพิ่งพรีเมียร์ไปวันนี้ นั่นคือ Nuclear เพลงนี้นั่นเอง  

เห็นชื่อเพลงน่ากลัวแบบนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับระเบิดปรมาณูหรอกนะ แต่มันประมาณเปรียบเทียบว่าคนสองคนที่สนิทชิดเชื้อกันในระดับอะตอมเลยทีเดียว (ว่าไปนู้น) แม้ว่าจะไม่ค่อยตูมตามเหมือนชื่อเท่าไหร่แต่ขอบอกว่าแอบดีใจที่ไม่พยายามทำเพลงฮิตจนเกินตัว ไม่ใช่ว่าโผล่มาเต้นกันเป็น LMFAO ก็ไม่ไหวเพราะนี่ไม่ใช่ซิงเกิ้ลคัมแบ็คอะไร แค่เพลงแถมในรวมฮิตเฉยๆ แต่สามสาวเธอกลับนำเสนอซาวน์และสไตล์การร้องแบบอาร์แอนด์บียุค 90s กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง และยังคงดีเด่นอยู่ที่การประสานเสียงของสามสาวที่ยังทีมเวิร์คกันได้แจ่มเหมือนเมื่อสิบปีก่อน เป็นเพลงจังหวะกลางๆ ที่สมัยนี้หาฟังกันได้ยากแล้ว ก็แหมใครจะไปเข้าใจยุค 90s ได้เท่าศิลปินที่ดังจากยุค 90s กันล่ะ?


Friday, January 11, 2013

YASS!! THE WAIT IS OVER! JUSTIN TIMBERLAKE IS "READY" !!


สิ้นสุดการรอคอย! พี่ใหญ่ Justin Timberlake ทวีตเมื่อคืนนี้ว่าพร้อมแล้วสำหรับสตูอิโออัลบั้มใหม่ พร้อมกับฝากคลิปสั้นๆ ความยาวหนึ่งนาทีให้ได้ตื่นเต้นกันเล่นๆ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นแค่น้ำจิ้มของน้ำจิ้ม แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้คนบางคนแถวนี้กรีดร้องด้วยความตื้นตัน เพราะนี่จะเป็นอัลบั้มแรกในระยะเวลาเกือบหกปีตั้งแต่ Futuresex/Lovesound ในปี 2006 แอบหนีไปเล่นหนังเรื่องแล้วเรื่องเล่ากว่าจะพอใจ ปล่อยจัสตินวัยกระเตาะที่ไหนก็ไม่รู้มาป้วนเปี้ยนในชาร์ทตั้งหลายปี ถึงเวลากลับมาทวงพื้นที่ บอกน้องคนนัั้นเขาซักทีว่าเพลงจัสตินของจริงมันต้องยังไง โดยแหล่งข่าวรายงานว่าจัสติน บียอนเซ่ และเจซี จะกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง และจัสตินจะมีส่วนร่วมในซิงเกิ้ลใหม่ของบียอนเซ่ด้วย ส่วนโปรดิวเซอร์นั้นยังคงเป็นเฮีย Timberland ขาประจำเจ้าเดิมที่อัดเพลงใหม่ไปแล้วกว่า 20 แทร็ค เอาละซิ ทั้งจัสตินทั้งบียอนเซ่ ข่าวดีตั้งแต่ต้นปีแบบนี้ วงการเพลงปี 2013 ชักสนุกซะแล้ว
 

About Me

My photo
my name is mish my favorite color is turquoise when i grow up I want to be an architect