Friday, January 18, 2013

Rita Ora จับคู่ Snoop Lion มาเที่ยวปักษ์ใต้


พักหลังมานี่รู้สึกจะดังใหญ่ ได้เสนอชื่อเข้าชิง Brit Awards ตั้งมากมาย แถมแฟนเพลงเริ่มหนาแน่นขึ้นทุกวัน เงินทองไหลมาเทมา ล่าสุด ริต้า โอรา เก็บผ้าผ่อนมาถ่ายเอ็มวีเพลงใหม่ล่าที่ภูเก็ตบ้านเรานี่เอง เธอแอบกระซิบชื่อเพลงมาว่า "Torn Apart" ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะได้ดูกันวันไหน หรือเป็นซิงเกิ้ลจากอัลบั้มใหม่หรือไม่ จะให้เดาเพลงก็คงออกมาตามสไตล์เร็กเก้ป็อปใสๆ ส่วนเอ็มวีก็คงหนีไม่พ้นการนำเสนอภาพประมาณเกาะสวาทหาดสวรรค์ แต่งตัวน้อยๆชิ้นวิ่งเล่นกับเด็กโลกที่สามตาดำๆนั่นแหละ ไม่ว่าเอ็มวีจะเป็นยังไงแต่ที่แน่ๆ ภาพจากอินสตาแกรมฟ้องว่าหลังจากได้สัมผัสหาดทรายแถวปักษ์ใต้บ้านเรา กับรีสอร์ตหรูแถวภูเก็ตได้ไม่นานรู้สึกสาวเจ้าเธอจะพออกพอใจ กระหน่ำทวีตและอินสตาแกรมกันยกใหญ่บอกว่ามาแล้วไม่อยากกลับ ปลาบปลื้มมากผันตัวมาเข้าวงการเพลงไทยไปเลยดีไหมจ๊ะ? 

ส่วนทางฝั่ง Snoop Lion (AKA Snood Dogg นั่นแหละ พี่แกกลัวจะเป็นหมาแก่เลยเปลี่ยนใหม่แล้วหันมาทำเพลงเร็กเก้แทน) ก็มาเป็นแขกรับเชิญ ร่วมกลิ้งเกลือกกับหาดทรายสายลมในเพลงนี้ด้วย แค่นั้นกลัวไม่คุ้มก็เลยไปต่องาน Together Festival ร่วมกับ Justice ที่กรุงเทพในวันที่ 19 นี้ด้วย แค่นั้นยังไม่พอ กลัวจะมาไม่ถึง ต้องสวมชฎาถ่ายรุปซักหน่อยพอเสี่ยงให้โดนด่า แต่ส่วนตัวคิดว่าเฮียถอดออกเถอะไม่ค่อยเข้ากับหนังหน้าเท่าไหร่  ไหนๆ ก็ไหนๆ ฝากบอก ททท. จัดแคมเปญเอาชฎามาให้ดารานักร้องฝรั่งใส่โพสต์เป็น Signature ส่งเสริมการท่องเที่ยวไปซะเลยคงดี

Tuesday, January 15, 2013


เคยแอบคิดว่าการกลับมาของ JT จะเหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยง! นางอื่นตายหมด แล้วนอนมาสวยๆ ไม่ต้องฟาดฟันอะไรกับใครมาก แต่บอกตามตรงว่าฟัง Suit & Tie เพลงใหม่ล่ามาได้สองสามวันเริ่มน่ากลัวว่ามันจะ "เปรี้ยง" เท่าไหร่ แต่ด้วยบุญญาบารมีของพ่อหยอยสุดหล่อที่สั่งสมมาตั้งแต่สมัย N'Sync ขอบอกเลยว่างานนี้ไม่มีทางแป๊ก

ถ้าหาก Sexyback หมายถึงการจินตนาการเพลงแดนซ์ให้ล้ำไปในอนาคตจากปี 2006 ไปสิบปี Suit & Tie ก็คงเหมือนการย้อนหลังไปในอดีตซัก 20 ปีเช่นกัน เพราะซิงเกิ้ลใหม่แห่งอัลบั้ม The 20/20 Experience นี้หอบขนมาทั้งวงมโหรีย์ปี่พาด มีทั้งพิณ ทั้ง Marimba เครื่องเป่าสารพัด เรโทรจัดถึงขั้น Marvin Gaye ขวัญใจพี่หยอยต้องนั่งน้ำตาปริ่มด้วยความตื้นตัน เหมือนยิ่งโตก็ยิ่งหวนกลับไปถึงวัยอดีตที่ยังเป็นเด็กหยอยร้องเต้นเพลงโซลยุค 70s อยู่อย่างเมามัน แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีนะ อย่าเข้าใจผิด เพราะสิ่งนี้แหละทีแทบจะเป็นสิ่งเดียวที่เป็นจุดน่าสนใจของเพลง ที่ทำให้มันมีรสชาติหวานปนเซ็กซี่ แม้จะไม่เผ็ดจัดเหมือน Sexyback ที่กล้าเสี่ยงด้วยท่อนฮุคประหลาดแบบนั้นก็เถอะ

แต่ถามหน่อยนะพี่หยอย ห้าสิบวิแรกคืออะไร? Timbaland ต้องการอะไรจากจุดนั้น? ง่วงๆ เหนื่อยๆ จะไปก็แล้วไม่ไป ต้องกลั้นใจฟังให้ผ่านนาทีแรกไปถึงจะใช้ได้ ตอนตัดเป็นซิงเกิ้ลเปิดลงวิทยุแนะนำให้ตัดท่อนนี้ทิ้งไปเลยก็ได้ อีกหนึ่งสิ่งที่สมควรถูกอัปเปหิออกจากเพลงโดยเร็ววัน คือท่อนแร็ปของเจย์ ซีตอนท้ายเพลง อีกแล้วใช่ไหมกับการแร็ปราวกับเป็นหน้าที่่ เหมือนไปงานแต่งแล้วโดนลากขึ้นไปร้องเพลงบนเวที อันที่จริงวัฒนธรรมการแร็ปบนซิงเกิ้ลเปิดตัวเพื่อบูสต์เรตติ้งแบบนี้ฆ่ามากี่ศพแล้ว? ควรหยุดหรือไม่? แทนที่จะเป็นเจย์ ซี แอบคิดว่าน่าจะเป็น Cee Lo Green ไม่ก็ Lenny Kravitz หันมาร่วมงานกับศิลปินโซลจริงๆ ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยดูจะเข้าท่ากว่า ส่วนตัวหยอยคงไม่มีอะไรให้ติเท่าไหร่ นอกจากตัวเพลงโดยรวมที่แบนระนาบไม่มีขึ้นลง แยกไม่ออกว่าอันไหนฮุคอันไหนเวิรส์นั่นแหละ

ด่ากราดขนาดนี้ ก็ยังเชื่อว่าวงการนี้คงมีอะไรมาเซอร์ไพรซ์อีกเยอะ อีกหน่อยคงมีการอัดเปิดในแอร์เพลย์ฟังกันจนหูชา แล้วก็ร้องได้ทุกท่อนในที่สุด ไม่ก็ตามสไตล์หยอย เอ็มวีออกมาทีเห็นทีปากดีก็เสียทีกันมานักต่อนักแล้ว 
...

Saturday, January 12, 2013

Premiere: Destiny's Child Nuclear

 

โบราณเขาว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก 3 ดรุณีอภินิหาร Destiny's Child ก็เลยกลับมาจ้วงตักกันอย่างเมามันส์ เพราะแว่วข่าวมาว่า 3 กุมภานี้ บียอนเซ่จะขึ้นโชว์พักครึ่งในการแข่งขัน Superbowl พร้อมกับอีกสองสาว เคลลี่ และมิเชลที่จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้กลับมามือเปล่า พวกหล่อนมาพร้อมกับอัลบั้มรวมฮิตชุดใหม่ติดไม้ติดมือมาขายกินกันอีกด้วย โดยรวมฮิตชุดนี้ให้ชื่อว่า Love Songs ซึ่งก็ตรงตัวตามชื่อเพราะมันรวมเอาเพลงรักเก่าๆ ที่หลบซ่อนอยู่ในทั้งหกอัลบั้มในอดีตเอาไว้ พร้อมหนึ่งเพลงใหม่ที่เพิ่งพรีเมียร์ไปวันนี้ นั่นคือ Nuclear เพลงนี้นั่นเอง  

เห็นชื่อเพลงน่ากลัวแบบนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับระเบิดปรมาณูหรอกนะ แต่มันประมาณเปรียบเทียบว่าคนสองคนที่สนิทชิดเชื้อกันในระดับอะตอมเลยทีเดียว (ว่าไปนู้น) แม้ว่าจะไม่ค่อยตูมตามเหมือนชื่อเท่าไหร่แต่ขอบอกว่าแอบดีใจที่ไม่พยายามทำเพลงฮิตจนเกินตัว ไม่ใช่ว่าโผล่มาเต้นกันเป็น LMFAO ก็ไม่ไหวเพราะนี่ไม่ใช่ซิงเกิ้ลคัมแบ็คอะไร แค่เพลงแถมในรวมฮิตเฉยๆ แต่สามสาวเธอกลับนำเสนอซาวน์และสไตล์การร้องแบบอาร์แอนด์บียุค 90s กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง และยังคงดีเด่นอยู่ที่การประสานเสียงของสามสาวที่ยังทีมเวิร์คกันได้แจ่มเหมือนเมื่อสิบปีก่อน เป็นเพลงจังหวะกลางๆ ที่สมัยนี้หาฟังกันได้ยากแล้ว ก็แหมใครจะไปเข้าใจยุค 90s ได้เท่าศิลปินที่ดังจากยุค 90s กันล่ะ?


Friday, January 11, 2013

YASS!! THE WAIT IS OVER! JUSTIN TIMBERLAKE IS "READY" !!


สิ้นสุดการรอคอย! พี่ใหญ่ Justin Timberlake ทวีตเมื่อคืนนี้ว่าพร้อมแล้วสำหรับสตูอิโออัลบั้มใหม่ พร้อมกับฝากคลิปสั้นๆ ความยาวหนึ่งนาทีให้ได้ตื่นเต้นกันเล่นๆ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นแค่น้ำจิ้มของน้ำจิ้ม แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้คนบางคนแถวนี้กรีดร้องด้วยความตื้นตัน เพราะนี่จะเป็นอัลบั้มแรกในระยะเวลาเกือบหกปีตั้งแต่ Futuresex/Lovesound ในปี 2006 แอบหนีไปเล่นหนังเรื่องแล้วเรื่องเล่ากว่าจะพอใจ ปล่อยจัสตินวัยกระเตาะที่ไหนก็ไม่รู้มาป้วนเปี้ยนในชาร์ทตั้งหลายปี ถึงเวลากลับมาทวงพื้นที่ บอกน้องคนนัั้นเขาซักทีว่าเพลงจัสตินของจริงมันต้องยังไง โดยแหล่งข่าวรายงานว่าจัสติน บียอนเซ่ และเจซี จะกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง และจัสตินจะมีส่วนร่วมในซิงเกิ้ลใหม่ของบียอนเซ่ด้วย ส่วนโปรดิวเซอร์นั้นยังคงเป็นเฮีย Timberland ขาประจำเจ้าเดิมที่อัดเพลงใหม่ไปแล้วกว่า 20 แทร็ค เอาละซิ ทั้งจัสตินทั้งบียอนเซ่ ข่าวดีตั้งแต่ต้นปีแบบนี้ วงการเพลงปี 2013 ชักสนุกซะแล้ว
 
ปีใหม่นี้มีแต่เรื่องดีๆ วงการดนตรีมีข่าวอัลบั้มใหม่ของศิลปินในใจของใครต่อใครจ่อคิววางแผงกันกันยาวเป็นหางว่าว แม่ Destiny's Favorite Child นางนี้ก็ไม่ยอมอยู่บ้านเลี้ยงน้องบลูไอวี่ให้เสียศักดิ์ศรี Perfectionist แห่งวงการป็อป เพราะนอกจากอภิมหาโชว์ Super Bowl Half Time Show ที่โลกรอดูในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ปีนี้แล้ว คุณเธอยังมีข่าวกบดานซุ่มทำอัลบั้มลำดับที่ห้าเตรียมตัว run the world กันอีกทีในปีนี้ด้วย อ้างอิงจาก The-Game หนึ่งในโปรดิวเซอร์ของอัลบั้มนี้ที่ได้ให้การกับนิตยสาร Billboard ว่าซิงเกิ้ลแรกของอัลบั้มใหม่ที่มีชื่อว่า "Likely?" นี้จะมาเป็นแพ็คคู่ เพลงหนึ่งเป็นป็อปบัลลาด จังหวะกลางๆ ชื่อว่า "Twelve Roses" แต่งโดยแม่นางควีนบีเอง ร่วมกับ Sia Furler ด้วย อีกหนึ่งเป็นฟังก์นิดๆ แอบมีอิเล็คโทร/เฮ้าส์หลุดมาบ้าง ชื่อว่า "Rollercoaster" คงฟังดูแปลกหูดี ไม่เคยเห็นบีทำแนวนี้มาก่อน หนังสือพิมพ์ The Sun แอบรายงานมาว่าเธอเช่าสตูดิโอที่นิวยอร์คแบบเหมาทั้งตึก รักษาความปลอดภัยหนาแน่นไม่มีสรรพเสียงใดๆ หลุดเล็ดลอดออกมาได้ ซึ่งไม่แปลกว่าถ้าอย่างบียอนเซ่ออกอัลบั้มใหม่แล้วมีคนให้ความสนใจตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม

ภาพจากนิตยสาร GQ ประจำเดือนกุมภาพันธ์นี้ ถ่ายโดย Terry Richardson ลงนิตยสารของผู้ชายกับธีมฟุตบอล คาดว่านางไม่ยอมให้กระแส Superbowl ตกไปเลยแม้แต่น้อย

Thursday, January 10, 2013

Fruity Review #6 : Bruno Mars Unorthodox Jukebox


Bruno Mars
Unorthodox Jukebox
7/10

Unorthodox Jukebox นั้น unorthodox อย่างไร? เป็นคำถามที่ยังค้างคาใจ ใคร่อยากรู้

คิดไปพลางนึกสงสัยว่าโลกนี้ สมัยนี้ ยังมีเพลงอะไรที่จัดได้ว่านอกรีตนอกรอยอีกด้วยหรือ แต่ด้วยคำบอกเล่าของเจ้าตัว หนุ่ม Bruno Mars แกได้ชี้แจงไว้ว่าอยากทำอะไรที่มันนอกเหนือไปจากที่เคยทำไปเมื่ออัลบั้มที่แล้ว ซึ่งนั้นเป็นข่าวดีทีเดียว! เพราะถ้ามันหมายความอัลบั้มนี้จะไม่มีพื้นที่ให้เพลงพระเอกหวานเลี่ยนอย่าง Just The Way You Are หรือประเภทเอาง่ายเข้าว่าอย่าง The Lazy Song ให้ได้เสนอหน้าอีกแม้แต่กระเบียดนิ้ว ปล่อยเพลงเหล่านั้นไว้ในอัลบั้มเก่า เก็บใส่ลิ้นชักไปเลยก็ได้ เพราะแค่อัลบั้มเดียวก็มากเกินกว่ามากแล้ว เลิกทำแต้มให้ชะนีน้อยใหญ่อ้าแขนรับไว้ในดวงใจแล้วเดินหน้าทำเพลงต่อไปซักที -- คราวนี้เราหันมาดูว่าในอัลบั้มที่สองนั้นหนุ่มมารส์ตีความคำว่า "อะไรที่ไม่เคยทำ" ว่าอย่างไรบ้าง อย่างแรกคือโปรดิวเซอร์ที่ก็ไม่ใหม่เท่าไหร่แต่ก็พอให้อภัย นั้นคือ Mark Ronson เจ้าพ่อโปรดิวเซอร์แนวโซล/ป็อป แห่งเกาะอังกฤษ และ คู่หู Major Lazer ที่เคยสังคายนาอัลบั้มใหม่ให้ No Doubt เมื่อปีที่แล้ว ที่เหลือก็ขนพวกพ้องน้องพี่ใน The Smeezington ที่ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือวงของนายบรูโน มารส์เนี่ยแหละมาร่วมหัวจมท้ายด้วย แถมยังได้ Esperanza Spalding นักร้องหญิงรางวัลแกรมมี่จากวงการแจ๊ซมาร่วมขบวนการอีกต่างหาก ใหม่ที่สองคือความหลากหลายทางแนวดนตรี ที่น่าประทับใจตรงที่พี่แกขนดนตรีทุกประเภทที่ประวัติศาสตร์ดนตรีผิวสีจะให้ได้ ตั้งแต่ ฟังก์ ดิสโก้ ป็อปแดนซ์แนวไมเคิล แจ็คสัน โพสต์ร็อค อะไรทั้งหลายแหล่ อัดแน่นกันอยู่ใน 10 เพลง บวก 1 โบนัสแทร็ค (ก็คือ 11 นั่นแหละ) และเดโมและรีมิกซ์อีกจำนวนหนึ่งในชุด Deluxe Edition ใครชอบอะไร all-in-one งานนี้ยังไงก็คุ้ม

Locked Out of Heaven ที่ยอมรับว่าได้ยินครั้งแรกนึกไปถึง Bring On The Night ของ The Police สมัยรุ่นพ่อนู้นน เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวอัลบั้มที่แสดงให้เห็นว่าได้เติบโตเป็นผู้เป็นคนขึ้นจากอัลบั้มแรกอยู่มาก, Gorilla อ้างอิงจากประสบการณ์จริงตอนถูกจับข้อหามีโคเคนไว้ในครอบครองเมื่อสองปีก่อน มาพร้อมกับท่อนฮุคติดหู radio-friendly มาก เหมาะกับการตัดเป็นซิงเกิ้ลดีอย่างเยี่ยม (แอบสังเกตว่านอกจากพี่แกจะหมกมุ่นกับการแต่งเพลงให้ผู้หญิงสวยๆแล้วยังขยันเอากอริลล่ามาเป็นเครื่องหมายการค้าให้ตัวเองด้วย) ต่อกันด้วย Treasure ดิสโก้สุดฟังกี้ น่ารักน่าชังสไตล์ Prince, Moonshine กับอินโทรกีตาร์เท่ห์ระเบิด เอาชนะใจใครต่อใครด้วยคอรัสโรแมนติกบาดจิต เคล้าอารมณ์ด้วยซาวน์อิเล็กโทรนิกตกแต่งพอประมาณ, Natalie โดนบีทอ้วนใหญ่เข้าเล่นงาน ลุกขึ้นเต้นกันแทบไม่ทัน นี่ฉันฟัง Single Ladies อยู่หรือเปล่าจ๊ะ?  ต่อด้วย Show Me ที่ Major Lazer พาเราไปเที่ยวทะเลกันอีกแล้วกับจังหวะเร็กเก้ลื่นไหล ผนวกกับน้ำเสียงของหนุ่มบรูโน มารส์ที่พื้นเพเป็นชาวฮาวายอยู่แล้ว จึงทำให้เพลงดูน่าเชื่อถือเป็นพิเศษ ปิดท้ายด้วย Old & Crazy สวิงแจ๊ซแสนเก๋ ร้องคู่กับสาวเอสเปอรันซ่า สปอลดิ้ง พ่อแง่แม่งอนย้อนยุคกันขนาดนี้ เก็บไว้ให้ปาป๊ามาม๊าร้องคู่กันแทนจูบเย้ยจันทร์ดีกว่า

พูดกันตั้งแต่ต้นจนจะหมดอัลบั้มซะขนาดนี้ ถามว่าเห็นความพยายามในการทำสิ่งไม่เคยทำไหม ก็ต้องบอกว่าเห็นชัดตำตา หากเทียบกับอัลบั้มเดบิวต์แล้วก็ถือว่าทำคะแนนตีตื้นขึ้นมาได้ดี โดยเฉพาะทางด้านความหลากหลาย ไม่ใช่แค่ในแนวดนตรี แต่รวมไปถึงอารมณ์ต่างๆ ที่แต่ละแทร็คสร้างไว้ชัดเจน บางแทร็คลงลึกถึงขั้นสร้างธีมไว้ให้เรียบร้อย ภาพรวมก็เป็นอัลบั้มคึกคักฟังสนุกไม่ได้ขี้ริ้วขี้แหร่อะไร แต่มันไม่แค่ไม่ประทับใจ ไม่ประทับใจตรงที่หันไปทางไหนก็มีแต่ Reference คนอื่นหยุบหยับไปหมด เดี๋ยวก็ Prince บ้าง Police บ้าง Sam Cook บ้าง ไปจนถึง Daft Punk ซะอีกในแทร็ครีมิกซ์ ไม่รู้จะพูดยังไงเพราะมันอาจเป็นปัญหาของคนฟังที่ดันรู้มากไปเองเลยจับแพะชนแกะไปเองเรื่อย แต่แค่ความจับฉ่ายมันทำให้ไม่รู้สึกว่ากำลังฟังเพลงของใครเป็นพิเศษ คิดว่าอัลบั้มต่อไปคงได้ยินสิ่งที่น่าสนใจมากขึ้นในฐานะเพลงของบรูโน่ มารส์ที่เห็นความเป็นตัวของตัวเองชัดขึ้น อย่างน้อยก็น้ำเสียงไม่เหมือนใคร เทคนิกการร้องคล้ายไมเคิล แจ๊คสันที่สมัยนี้คงหาคนมาเทียบยากมาก หรือเพลงลูกครึ่งแร็กเก้ที่ฟังดูเข้าที่เข้าทางอย่างบอกไม่ถูก รอคอยฟังอัลบั้มใหม่ในอนาคตกันต่อไป แต่สำหรับตอนนี้เชิญรับประทานจับฉ่ายหม้อใหญ่ชื่อ Unorthodox Jukebox กันเลยจ้า

Love This?, Try These: Raphael Saadiq (Stone Rollin'), Major Lazer, Michael Jackson



Sunday, January 6, 2013

2 Voices of the New Generation



ตั้งแต่ Amy Winehouse เรื่อยมาจนถึง Duffy, Paloma Faith ปีต่อมาเป็น Adele จนถึงปีนี้ดูเหมือนเกาะอังกฤษจะเริ่มกลายสภาพเป็นสถานบ่มเพาะนักร้องหญิงเสียงดีที่นิยมดนตรีวินเทจโซล Motown ไปเรียบร้อย สำหรับปีนี้สองเสียงที่จะเกิดแบบเห็นๆปีนี้ขอทำนายว่าคงหนีไม่พ้นสองสาวที่จะเอามาบอกต่อให้ฟังอย่างแน่นอน

สำหรับ Rebecca Ferguson หลายคนคงรู้จักกันไปบ้างแล้วจากเวที X Factor คุณแม่ยังเด็ก (มาก) เจ้าของเสียงเอกลักษณ์น้องๆ Macy Grey (และสำเนียงแปร่งๆ แบบลิเวอร์พูล) เจ้าของเพลงอย่าง Nothing's Real But Love, Glitters and Gold ล่าสุดปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ Teach Me How To Be Loved อีกหนึ่งดอกจากอัลบั้ม Heaven ที่ออกมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้วมาเป็นที่เรียบร้อย เรียกว่าครบหนึ่งปีพอดีที่ใครหลายคน ร่วมถึงเจ้าของบล็อกด้วยได้ฟังอัลบั้ม Heaven นี้เป็นครั้งแรก และหลงรักเพลงนี้อย่างหัวปักหัวปำ แถม Teach Me How To Be Loved ยังเป็นเพลงโปรดที่สุดในอัลบั้มนี้อีกด้วยคงเดาออกว่าดีใจกระโดดโลดเต้นขนาดไหนที่มันได้ตัดเป็นซิงเกิ้ลเป็นฝั่งเป็นฝากับเขาซักที

ทำไมถึงชอบ ตรงนี้พูดลำบากอยากให้สัมผัสถึงความละมุนละไมและหวานหยดย้อยของเพลงนี้ด้วยตัวคุณเองดีกว่า เพราะนี่คือเพลงรักที่อ่อนแอ บอบบาง และจริงใจที่สุดเพลงหนึ่งของปีที่ผ่านมา ที่บอกเล่าอาการกล้าๆ กลัวๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งที่บอบช้ำสะบักสะบอมจากความรัก กำลังจะตัดสินใจเปิดใจให้ใครซักคน แต่จะหัวจะก้อยยังไงก็ไม่รู้ เลยได้แต่พรรณาในใจว่า "Please don't hurt me" อย่าทำร้ายจิตใจฉันอีกเลย

ส่วนเอ็มวี ซึ่งอันที่จริง VEVO ปล่อยมาก่อนซักพักแล้ว ก็อัดเอาง่ายจากฟุตเตจในสตูดิโอเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน อาจดูสุกเอาเผากินไปหน่อย เหมือนจะไม่ได้หวัแย่งชิงลำดับในชาร์ตวิทยุกับใคร แต่เมื่อมีดีขนาดนี้แล้วใครจะขออะไรได้อีกละ จริงไหม?



รายต่อไปเป็นคลื่นลูกใหม่ของแท้เพราะเพิ่งเปิดตัวอัลบั้มแรกได้ไม่กี่เดือนที่แล้วนี แต่ไม่ทันไรก็กลายเป็นลูกรักนักวิจารณ์ไปเรียบร้อยในมหกรรมการจัดอันดับท็อปเท็นอัลบั้มที่ดีที่สุดแห่งปี ทั้งบล็อก ทั้งนิตยสารเพลงต่างรวมพลังกันแซ่ซ้องสรรเสริญให้อัลบั้มของเธอคนนี้กันยกใหญ่ เธอคนนั้นก็คือ ... Jessie Ware นั่นเอง

อ๊ะๆ Jessie Ware ไม่ได้เป็นอะไรกับ Jessie J นะ คนละรุ่นกันเลย สาวสวยคนนี้เนี่ยเขามีชื่อว่า Jessica Lois Ware อายุ 28 ปี ที่เริ่มปรากฏตัวต่อหน้าสายตาสาธารณะชนได้ไม่นาน เริ่มจากการแอบไปร้องไปฝากเสียงเย็นๆ ไว้ใน Right Thing To Do ในอัลบั้มของ SBTRKT (อ่านว่า Subtract) โดยที่ไม่ฝากเครดิตไว้เมื่อปี 2011 นู้น ใครเคยฟังแล้วคุ้นๆ ก็นี่แหละ เสียงคนนี้แหละ ต่อมาก็ทำอัลบั้มเต็มของตัวเอง โดยมีหนุ่มซับแทร็คเนี่ยแหละมาร่วมโปรดิวซ์ให้ ออกเป็นอัลบั้มโซล/การาจ สุดเนี้ยบที่รุ่มรวยไปด้วยเครื่องดนตรีสารพัดชนิด นิตยสาร Clash บอกว่ามันคือจุดเชื่อมระหว่างงานของ Adele กับ SBTRKT และน้ำเสียงในตำนานอย่าง Sade ในยุค 80s  ส่วน The Guardian เทคะแนให้ 10/10 สำหรับความเห็นเจ้าของบล็อกก็ยอมรับว่าฟังแล้วก็อยากโดดเข้าร่วมมหกรรมการอวยด้วยอีกคน เอากับนางซี่

ตั้งแต่เดือนตุลาที่ผ่านมา เธอได้ฝากผลงานไว้แล้วหลายซิงเกิ้ล ตั้งแต่ Strangest Feeling, Wildest Moment, Night Light, Sweet Talk และ ล่าสุดที่เพิ่งพรีเมียร์เมื่อวานคือ If You're Never Gonna Move ข้างล่างนี่แหละ



สำหรับ If You're Never Gonna Move อันมีชื่อเดิมตามหลังปกว่า 110% นั้นอาจฟังยากกว่าเพลงอื่นขึ้นนิดหน่อย Future Garage มากขึ้น Soul น้อยลง แต่เสียงของ Jessie Ware ก็ทำให้อะไรต่ออะไรมันน่าฟังขึ้นเยอะเลย จริงไหม? ส่วนเอ็มวีนี้ Kate Moross ดีไซน์เนอร์จากลอนดอนที่เคยร่วมงานกันมาก่อนแล้วมากำกับให้ ยึดคอนเซปน้อยแต่มาก แต่ทำออกมาได้สวยหยาด ลงตัวไปหมดทั้งเสื้อผ้า แต่งหน้า สถานที่ สวนดอกไม้ ศาลาทรงโกธิก หรูหรามีระดับ เพลิดเพลินจนลืมไปว่านี่มันไม่มีอะไรเลยนี่หว่า...

About Me

My photo
my name is mish my favorite color is turquoise when i grow up I want to be an architect