Wednesday, October 16, 2013


Under Control - Calvin Harris x Alesso x Hurts

แยกไม่ยากว่าท่อนไหนของใคร เพราะมันจะมีบางส่วนที่ฟังดูเหมือน Sweet Nothing และบางส่วนที่เหมือน Years ซ่อนอยู่ มารอดูกันว่าการรวมตัวครั้งนี้จะสร้างปรากฎการณ์เพลงดิ้นผับแตกประจำปลายปีเหมือน Don't You Worry Child อีกหรือไม่

Monday, October 14, 2013

Fruity Review #13: Miley Cyrus - Bangerz


Miley Cyrus
"Bangerz"
4/10

รู้สึกยังไงกับการตื่นขึ้นมาอ่านข่าวทุกเช้า เพื่อดูว่าวันนี้ใครด่าไมลี่ ไซรัสว่าอย่างไรบ้าง? สำหรับเรามันคือ "ความสะใจ" ไม่ใช่สะใจที่มีใครมาด่านังเหมยหรอกนะ แต่สะใจที่เห็นคนออกมาดิ้นเร่าออกมาสั่งสอนว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ราวกับว่าวงการดนตรีที่ศิลปิน "ผู้ทรงคุณวุฒิ" เหล่านั้นบรรจงสร้างกันขึ้นมาจะพังถล่มลงในวันสองวัน เพียงเพราะเด็ก 20 ขวบนางหนึ่งออกมาใส่ชุดหมีเสมอหูสีชมพู กับผมเกล้าแกละ แลบลิ้น ส่ายตูดไม่ลืมหูลืมตาในวันนั้น

ทุกวันนี้ก็ยังพยายามนึกหน้า Sinead O'Connor ไม่ออกว่า เมื่อเห็นเพลงที่ดังที่สุดของตัวเองถูกจับไป mash up กับ Wrecking Ball ของนังเหมยแล้วจะทำหน้าออกมาเป็นทรงไหน (Nothing Compares to Your Wrekcing Ball)

เพิ่งรุ้เมื่อไม่นานมานี้ว่าเหมยลี่ ไซรัส ทำเพลงมาแล้วถึง 3 อัลบั้ม เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยมีนางอยู่ในสารบบเลยแม้แต่น้อย เป็นเรื่องเศร้าแต่จริงว่า เมื่อป็อปสตาร์คนหนึ่งเปลื้องผ้า มันมักจะตามมาด้วยอันดับหนึ่ง Billboard Chart เสมอ เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเอ็มวี We Can't Stop ที่สร้างความประหวั่นพรั่นพรึ่งให้กับบรรดาแม่ๆ ทั้งหลายอยู่ไม่น้อย แต่ก็น่าเสียดายที่น้อยครั้งที่ shock value และความสามารถจะมาพร้อมกัน นั่นคือเหตุผลที่เรากำลังรีวิวอัลบั้มนี้ เพื่อที่จะดูว่าเธอพิสูจน์ตัวเองได้จริงหรือไม่

Bangerz คืออัลบั้มที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่แค่ทางด้านรูปลักษณ์ แต่รวมไปถึงแนวดนตรีและโปรดิวเซอร์ด้วย เป็นภาพที่นึกแล้วไม่สบายใจเท่าไหร่เมื่อสาวน้อยฮานา มอนทาน่า ไปแฮงค์เอ้าท์กับโปรดิวเซอร์ตัวแรงอย่าง Mike Will, Dr. Luke หรือ Pharrell Williams ในอายุเท่านี้ ไหนจะ Nelly อีก แต่ในที่สุดก็ออกมาเป็นอัลบั้ม Bangerz (ของจริงต้องมี z) งานดนตรีที่หลุดขั้วไปจากยุคดิสนีย์ออกมาสมใจอยาก

ใครที่จ้องจะหาเพลงใหม่ๆ มาปาร์ตี้อาจต้องหงาย เพราะแค่จิ้มแทร็คแรกก็ดันไปเจอแทร็คเปิดอย่าง Adore You ที่ไม่รู้หนูเหมยคิดยังไงถึงได้ออกตัวเพลงช้าเนือยแบบนี้มาเปิดอัลบั้มด้วยเหตุผลอะไรกัน เพลงอืดเป็นเรือเกลือแบบนี้ถ้าไปอยู่มุมอื่นของอัลบั้มก็กลัวคนจะกดข้ามกระมัง // We Can't Stop ไม่ใช่เพลงป็อปทรงคุณค่ามาจากไหน แต่เมื่อมารวมอยู่กับเพื่อนๆแล้ว ก็ถูกที่ถูกทาง เหมาะกับการตัดเป็นซิงเกิ้ลนำอย่างยิ่ง เพราะมีคุณสมบัติความป็อปครบถ้วน ทั้งท่อนฮุค ท่อนส่ง ที่ฟังง่าย ท่อนสะกดจิตที่ติดหูกว่าใครในโลกหล้า // อีกหนึ่งเพลงชวนฉงนคือ 4x4 ที่พยายามนั่งฟังอยู่หลายครั้ง ก็ยังไม่ได้สาระอะไรนอกจากการนั่งรถเล่นไปมา แต่ด้วย banjo และจังหวะสุดโจ๊ะ ก็ขอเดาว่า 4x4 นี่คงหมายถึงขนาดตัวถังรถ Jeep ที่แล่นเข้าสู่ป่าดงพงไพรแน่ๆ ทุกวันนี้ยังนึกไม่ออกว่าจะชั้นจะเก็บเพลงนี้ไปฟังในช่วงเวลาไหนของชีวิต

SMS (Bangerz) ไม่รู้ว่าควรจะเรียกชื่อไหนกันแน่ แต่มันคือเพลงที่มีคนรอฟังมากที่สุดเพราะเป็นการปรากฏตัวของ Britney, Bitch เพื่อนร่วมค่ายที่แสดงความรักใคร่กลมเกลียวกันอย่างออกหน้าออกตา สองคนรวมกันออกมาเป็นเพลงที่มึนหัวสุดชีวิต อยากบอกคนแต่งเนื้อเพลงทั้งหลายว่าถ้าคิดอะไรไม่ออกก็อย่าเพิ่งรีบจับลวกคำอะไรต่อมิอะไรมามากมาย แต่งเพลงไม่ใช่เล่น crossword ส่วนตัวหอกเองก็ดูเหมือนไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

Wrecking Ball เป็นบัลลาดโครงสร้างๆ ง่ายๆ ไม่มีอะไรเด่นไปกว่าเนื้อเพลงที่ออกแบบมาให้เข้าใจง่าย ติดหู บวกกับดราม่าเรื่องเลิกกับ Liam ไปหน่อยก็รุ่งเรืองอย่างที่เห็น // FU เทคนิกการร้องเหมือนหลุดมาจาก musical อะไรซักอย่างมาทั้งดุ้น ใครชอบอะไรหนักๆ ยัดเยียดความอกหักมาให้ ก็เชิญละกัน // My Darling กับเพลงช้าเบาและเสียง autotune ของ Future (มันมาอีกแล้ว) ก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร ถ้าไม่นับว่า Rihanna เคยทำไปแล้ว Ciara ก็เคยทำไปแล้ว

Love Money Party ดูเหมือนจะเป็นเพลงที่ฟังสนุกที่สุดใน Bangerz เนื้อเพลง งงๆ จนต้องวนกลับมาฟังอีกครั้ง กับสไตล์แบบลูกครึ่ง Hip-Hop/Pop เก๋ไก๋ด้วยความตั้งใจทำให้มันดูเหมือนไม่ตั้งใจทำ  // #GETITRIGHT คืออีกหนึ่งเพลงกึ่งสำเร็จรูปของ Pharrell Williams ที่สร้างความสำเร็จมาแล้วเช่น Blurred Lines และอื่นๆ อีกมากมาย

งานนี้จะโทษหนูเหมยคนเดียวก็ไม่ได้ เพราะสิ่งเดียวที่นางทำคือการปรากฎตัวท่ามกลางกระแสเท่านั้น อีกทั้งตัวนางเองก็ไม่ใช่จะร้องเพลงย่ำแย่อะไร ที่ต้องสมควรลากตัวมาสำเร็จโทษในเร็ววันคือบรรดาโปรดิวเซอร์ทั้งหลาย ที่เข้าใจไปเองว่าการมีไมลี่ ไซรัสอย่างเดียวก็จะทำให้อัลบั้มขายได้แล้ว โดยลืมไปว่าแม้มันจะเป็นไมลี่ แต่นี่ไม่ใช่ตลาดป็อปดิสนีย์แล้ว ไม่มีแฟนพันธุ์แท้มาจากไหน มีคนฟังธรรมดาที่อยากได้คุณภาพและความพิถีพิถันจากเพลงป็อปบ้างเป็นบางครั้ง Bangerz ยังขาดความหนักแน่นและแตกต่างอีกมาก เพื่อที่จะเด่นกว่าดราม่าพอที่จะสมดุลย์กับ controversy ที่นางนักร้องได้ก่อไว้

มิเช่นนั้นอาจทำได้แค่แก้ผ้าเกาะลูกตุ้มไปวันๆ



Keane - Higher Than The Sun

ในที่สุดก็ออกอัลบั้มรวมฮิตกับเขาซักที เหมาะมากสำหรับมือใหม่หัดติ่ง Keane และแฟนเดนตายทั้งหลายไว้สะสม มีเพลงใหม่มาให้สองเพลงคือ Won't Be Broken และ Higher Than The Sun เพลงนี้ ตัวเพลงก็งั้นๆ แต่เอ็มวีต้องสังเกตดีๆ เพราะเขาเอา gimmick จากหน้าปกอัลบั้มต่างๆ มาซ่อนไว้ด้วยแหละ




Sunday, October 13, 2013


Fenech-Soler - Rituals

รู้สึกผิดบาปมากที่เพิ่งทราบว่าวงนี้ออกอัลบั้มใหม่ จนซิงเกิ้ลอย่าง Magnetic และ Last Forever มีริมิกซ์ออกมาจะครบทุกสำนักแล้ว ใครชอบวงแนว elelctropop แบบ Delphic หรือ Bag Raiders เรียนเชิญนะคะ วันนี้คัดเพลงที่ชอบที่สุดจากอัลบั้มใหม่มาให้ฟัง ชื่อเพลง "ไม่อยู่"

Saturday, October 12, 2013

Fruity Review #12: Diplo - Revolution (EP)


Diplo
Revolution (EP)
7/10

ถ้าเปรียบ Diplo เป็นพ่อครัว นางคือพ่อครัวที่มีเพียบพร้อมดั่งครัวกอดองเบลอ มีวัตถุดิบให้เลือกตั้งแต่ดีงูยันอุ้งตีนหมีราวกับห้องเครื่องจักรพรรดิ์จีน จะหยิบจะคว้าหาอะไรก็ได้มาดั่งใจ และละเมียดละไมไม่แพ้ครัวของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แต่เมนูที่ทำกลับเป็นอาหารประเภท ลาบ น้ำตก ซกเล็ก และอาหารป่าจำนวนมาก รวมไปถึงปลาร้า ที่นางต้องเน้นย้ำหนักหนาว่าต้องหนักเครื่องเป็นพิเศษ

ภาพคลื่นมหาชนในท่าหกสูงพร้อม Twerk ก่อตัวกันเป็นรูปกำปั้นขนาดใหญ่คล้ายกับที่่เคยเห็นในโปสเตอร์การปฎิวัติคิวบา พร้อมตัวหนังสือใหญ่ๆ ว่า "ปฎิวัติ" ช่างดูลักลั่นกันระหว่างความจริงจัง ทรงพลังและความต่ำตมของศิลปิน แทบนึกไม่ว่าออกว่าอยากจะปฏิวัติอะไรกันแน่ จนต้องพินิจพิเคราะห์ดูอย่างตั้งใจ

กำปั้นนั้นคงหนีไม่พ้น อิทธิพลดนตรีจากแถบคาริบเบียนที่ดีเจหน้าหล่อชาวอเมริกันคนนี้โปรดปรานเป็นหนักหนา ไม่ว่าจะเบื้องหลังชื่อ Major Lazer ก็ดี หรือในชื่อ Diplo เองก็ดี ไม่ก็มักจะจับต้นชนปลายมาได้จากดนตรีสายแดนซ์ฮอลล์ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากแถวๆ ทะเลคาริบเบียนทั้งสิ้น เพียงแต่ 6 เพลงในอีพีนี้คือ แดนซ์ฮอลล์ที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจนไกลสุดกู่ อย่างเช่นใน Biggie Bounce ที่ถ้าไม่ได้เพอร์คัชชั่นมานำก็แทบจำทางกลับบ้านไม่ถูกเลยทีเดียว เป็นอีกหนึ่งแทร็คที่ Twerk กันอุตลุดจนไขข้ออักเสบกันไปตามๆ กัน เหมือนพี่แกจะกลัวเต้นไม่พอเลยแถม Biggie Bounce เวอร์ชั่น TWRK รีมิกซ์ให้ด้วย ดูเผินๆ เหมือนเกมส์เต้นที่มีให้เลือกจังหวะ ยาก-ง่าย ไว้ในตัว  

ก่อนจะมีไมลีย์และใครต่อใครก็มีพี่ดิพโลคนนี้นี่แหละที่ยืนกรานจะเผยแพร่ท่าเต้นสุดพิสดารสู่สายตาประชาชี ไม่ต้องแปลกใจว่าเมื่อถึงคราวกระแสมา หน้าปกอัลบั้มถึงได้มีชะนีหกสูงจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ แต่จะปฎิวัติอะไรได้ไหมอันนั้นต้องว่ากันอีกที เมนูพิสดารจานต่อไปคือ Rock Steady ที่ห่างไกลจากอัลบั้มของ No Doubt ที่เป็นวูบแรกในหัวลิบลับ เปิดตัวสองสามวินาทีแรกด้วย Symphony No.05 ก่อนจะใส่ Oldschool Hip-Hop เททะลักออกมาจนดำปิ๊ดปี๋ พร้อมด้วยกองทัพแร็พเปอร์อีกประมาณห้าพันล้านคนเรียงคิวกันมาแร็พอย่างไร้ระเบียบ

มาถึง Crown กับเสียงร้องหวานๆ ของ Mike Posner ร้องร่ำว่า I can't wait to be crown ฟังดูคล้ายคำรำพันของเจ้าชายตัวน้อยที่รอวันจะได้ไปราชันย์กับเขาซักที Crown เป็นเพลงที่ดูมีสติที่สุดในอัลบั้ม แม้ว่าพ่อโปรดิวเซอร์ก็ยันขยันใส่ซาวน์อะไรต่ออะไรเข้ามารบกวนตลอดเพลงก็เถอะ  // ส่วนที่เดาทางไม่ถูกที่สุดคือ Revolution ที่เดาไม่ออกจริงๆ ว่าจะมาแนวไหนกันแน่ เดี๋ยวเร็ว เดี๋ยวช้า ไม่มีความเสมอต้นเสมอปลาย ฟังดูคล้ายเพลงแนว Trap ที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้ หากตั้งใจฟังเกินไปอาจทำให้คุณนั่งฉงนจนจบเพลงไม่รู้ตัว

หกเพลงในอัลบั้มก็คงเรียกได้ไม่เต็มปากว่าเป็นงานที่พิถีพิถันซักเท่าไหร่ ตามสไตล์ Diplo ที่มักจะปล่อยอะไรออกมาตามอำเภอใจ คิดอะไรได้ก็ทำไปเรื่อยๆ ทำให้งานของเขามักจะมีความ spontaneous อยู่สูง งานของ Diplo มักจะหาใครมาเปรียบเทียบด้วยยาก แต่ถ้าเปรียบเทียบกับงานของตัวเอง ก็ไม่ถือว่าดีที่สุดหรืออะไรขนาดนั้น ถามว่างานนี้ Diplo จะปฎิวัติอะไร ก็คงเป็นการงัดเอาไม้ตายใหม่ๆ ที่ไปเสาะแสวงหามาจากดงศิลปินแนว Trap, Hip-Hop และ Dancehall ทั้งหลายมาจัดใหม่ให้เข้ากับสไตล์ส่วนตัวของตัวเองแล้วนำเสนอต่อสาธารณะชนในฐานะดีเจที่ดังที่สุดในโลกคนหนึ่ง แต่ถามว่าจะถึงขั้นพลิกประวัติศาสตร์ไหม ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น ถ้าหากเปลี่ยนเป็นปฎิวัติซาวน์ใหม่ๆ ให้กับตัวเองละก็ แน่นอน

ใครที่ชอบกินราดหน้าใส่ปลาร้า ผัดไทใส่มายองเนส พิซซ่าจิ้มน้ำพริก ก็เกี่ยวอัลบั้มนี้มาฟังได้ไม่เสียหลาย แต่ถ้าใครชอบแนวแดนซ์ให้ตายไปข้างก็แนะนำให้หาอีพีชุดเก่าที่ชื่อว่า Express Yourself เมื่อปีที่แล้วมาฟังดีกว่า





Katy Perry - Walking On Air

ไม่ค่อยใหม่เท่าไหร่ เก็บตกเผื่อใครยังไม่ได้ฟัง กับเพลงใหม่จาก Prism ที่ตัดมาให้ฟังคู่กับ Dark Horse ฟังไปเห็นหน้าคุณน้า CeCe Peniston กับอีเพลง 100% Pure Love ลอยมาเต็มๆ แขบอกไม่ไหวปีนี้แนวนี้มาแรงมากต้องเกาะซักหน่อย 

Friday, October 11, 2013



Janelle Monae - Prime Time feat. Miguel

พาไปดูเรื่องราวความรักในโลกอนาคตกับไอ้หนุ่มแจ็คเก็ตหนังกับสาวเสิร์ฟดวงตก โดนไล่ออกจากงาน จนไอ้หนุ่มต้องถลาเข้าไปช่วย พาไปเที่ยวในคลับเด็กแนวโลกไซไฟ ก่อนจะหิ้วกลับรังไปนั่งคุยกระหนุงกระหนิงกันจนจบเพลง แม้คอนเซปจะแอบไปซ้ำกับเอ็มวีของคริส บราวน์ แต่ขอให้รางวัลชนะเลิศกับการสรรหาพร็อพที่พิถีพิถันอย่าบอกใคร

ส่วนอัลบั้มเต็มโดยรวมแม้จะฟังดูจริงจังเกินไปหน่อย แต่ Prime Time ก็เข้าวินมาสวยๆ ด้วยแนว slow-jam ออกโอสกูลนิดๆ ก่อนจะฆ่าให้ตายด้วยโซโล่กีตาร์ท้ายเพลง เอ็มวีก็โอเค ถือว่าหยวนๆ ไปแล้วกัน

About Me

My photo
my name is mish my favorite color is turquoise when i grow up I want to be an architect